หนี้ และ หลักแก้ปัญหาหนี้แนวองค์รวม (ตอนที่ 1)

Posted by

หลังจากที่ลังเลอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม แต่รู้สึกว่า “ต้องเขียน” เพราะจะมีประโยชน์หลายอย่างจากการแบ่งปันนี้ กับทั้งผู้ที่กำลังมีปัญหาสิวและไม่มี

ในยุคนี้ ปัญหาทุกมิติของผู้คน หลัก ๆ แล้วเกิดจากความเครียด (และอีกส่วนหลักคือการใช้ชีวิตตามแนววัตถุนิยมและกิเลสนิยม) สำหรับความเครียดหลัก ๆ ของคนก็คือ เรื่องเงินไม่พอใช้และหนี้สิน

สำหรับตัวบีมเองแล้ว มันคือสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นสิวระลอกที่สองหลังจากที่รักษาหายไปแล้วด้วยแนวธรรมชาติ และยังทำให้เป็นซึมเศร้าอีกด้วย (แบบไม่รู้ตัว)

ดังนั้น การเขียนแบ่งปันประสบการณ์เรื่องนี้ในฐานะของคนที่เคยผ่านจุดยากลำบากที่สุดของปัญหานี้ และสามารถกลับมามีพลังเดินต่อได้แล้ว บีมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านที่กำลังเผชิญปัญหานี้ค่ะ อย่างน้อย อาจจะช่วยลดความเครียดลง อย่างมาก ก็อาจจะได้แนวคิดและแนวทางไปประยุกต์ใช้เพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาอย่างถูกวิธีได้ด้วย

ในบทความนี้ ขอเล่าย้อนไปถึงสภาพการณ์และสาเหตุของการเป็นหนี้ก่อนนะคะ

จริง ๆ แล้ว โดยธรรมชาติของบีม เป็นคนที่ชอบพึ่งตัวเอง ไม่ค่อยหยิบยืมอะไรจากใคร และจากการที่มีตัวอย่างที่ดีคือ คุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเป็นข้าราชการครูมาตลอดชีวิต ท่านมีความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง แม้ครอบครัวจะมีฐานะปานกลางและมีหนี้สินของข้าราชการ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เคยทำอะไรที่ทุจริตนอกศีลธรรมเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่น้ำใจที่แบ่งปันและช่วยเหลือผู้คนตลอดเวลา ช่วยเท่าที่เรามีและไม่เดือดร้อน

หลังจากที่เรียนจบ บีมก็หางานทำ เป็นพนักงานประจำเหมือนคนทั่วไปในช่วงอายุ 22 – 24 ปี ก็ทำงานรับเงินเดือน ช่วงระหว่างที่ทำงาน ก็ไม่เคยทำบัตรเครดิตเลย คือ จะใช้เงินสดอย่างเดียว และคงเป็นโชคดีว่า บีมไม่เคยอยู่ในเกณฑ์ที่จะทำบัตรเครดิตได้ด้วยค่ะ 555 รอดพ้นมาได้ และพอมีเงินเดือนมาก ก็ไม่ได้คิดจะทำเหมือนกัน เพราะอยากเก็บเงินสดมากกว่า

แต่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ก็ไม่เคยเรียนรู้เรื่องการเงิน การบริหารจัดการเงิน ทำรายรับรายจ่ายบ้าง แต่ไม่ตลอดรอดฝั่ง แต่ก็จัดสรรปันส่วนได้ดี ไม่เคยมีปัญหาที่จะต้องไปหยิบยืมใคร แต่ถ้าช่วงไหนเดือดร้อนจริง ๆ ก็จะขอความช่วยเหลือจากที่บ้านค่ะ

แต่จะมีปัญหาเยอะ ๆ ตอนที่ทำธุรกิจขายตรงช่วงตอนเรียนมหาวิทยาลัย 1 ช่วง และ ช่วงที่ทำงานประจำอีกหนึ่งช่วง เขาสอนให้เรามีทักษะทางธุรกิจที่ดีมาก ๆ แต่เราเองนี่แหละที่ไม่มีความฉลาดทางการเงิน และด้วยความอยากรวยเร็ว ความโลภที่เป็นพลังอยู่กับเราในตอนนั้น ก็ทำให้หมดเงินไปมากมายกับการซื้อของรักษาตำแหน่ง ซึ่งในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ คุณตาเสียชีวิต เราก็พบความจริงว่า มิตรภาพในธุรกิจเครือข่ายนั้น … มันไม่มีอยู่จริง ทุกคนหวังแต่จะเอาผลประโยชน์จากเราอย่างเดียว … ก็เลยออกมาโดยไม่หันกลับไปอีกค่ะ และตั้งใจว่า จะไม่เอาธุรกิจเครือข่ายอีกตลอดชีวิต (แต่โอเคกับสินค้านะคะ เป็นสมาชิกได้ แต่ไม่ทำธุรกิจแน่ ๆ)

ช่วงอายุ 25 ปี เป็นช่วงที่ต้องถอยชีวิตกลับมาที่ อ.พาน จ.เชียงราย ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง เพราะงานประจำก็ไปไม่รุ่ง มีปัญหาหลายอย่าง และก็รู้สึกอย่างแรงกล้ามากว่า ต้องกลับมาบ้านเพื่อมาช่วยคุณแม่ดูแลโรงสีเล็ก ๆ ที่คุณตาสร้างไว้ (คุณตาเสียไปแล้ว) และคุณยายที่เป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์กำลังนอนติดเตียง ด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลคุณตาที่รักเรามาก ๆ ในช่วงที่ท่านป่วย ไม่สบายหนัก ๆ และช่วงที่ท่านอยู่ในวาระสุดท้ายก่อนเสียชีวิต (เพราะมัวแต่เข้าข้างตัวเองว่า คุณตาจะต้องรอให้เราสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย แล้วเราถึงจะกลับบ้านค่ะ)

ตอนนั้น โชคดีมาก ที่ไม่เคยก่อหนี้เอาไว้เลย กลับบ้านมาพร้อมเงินเก็บ 1 ก้อน คิดว่าจะเพียงพอจนกว่าจะหาลู่ทางทำมาหากินใหม่ ๆ ได้ แต่เปล่าเลย เพราะที่นี่เป็นอำเภอเล็ก ๆ และด้วยตัวเองก็สัญญากับตัวเองแล้วว่า จะไม่ไปไหน จะอยู่ดูแลคุณยาย แม้จะต้องเผชิญกับการต่อสู้ภายในระหว่างการออกไปหางานทำข้างนอกแบบงานประจำ การไปสอบข้าราชการ กับการอยู่บ้านเพื่อดูแลที่บ้านตามที่ตั้งใจ และร้องไห้อยู่หลายครั้ง แต่ในที่สุดแล้ว ความรักที่มีให้คุณยายก็มากกว่า

เลยเป็นที่มาของ “สิวซีเคร็ต” นี่ล่ะค่ะ คือ มันหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว ไม่เหลือความภูมิใจอะไรในตัวเองอีก เลยพยายามจะทำสักอย่างที่กอบกู้ตัวเองกลับคืนมา โดยต้องเป็น “ผู้เชี่ยวชาญอะไรสักอย่างที่แตกต่างและคนจะเข้ามาหาเอง” เพราะตอนที่ทำงานประจำในแผนกสรรหาและว่าจ้างของบริษัทข้ามชาติบริษัทหนึ่ง เราเห็นเลยว่า ขณะที่เราเลือกอะไรไม่ได้เลยในชีวิต และทำงานหนักมาก แต่วิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูง บริษัทก็แย่งกันซื้อตัวเป็นว่าเล่นแสดงว่าเราต้องเชี่ยวชาญอะไรสักอย่างที่พิเศษและแตกต่างให้ได้ ก็จะมีคนมาหาเราเองให้ช่วยเขา

และเราก็มีอินเตอร์เน็ต มีแล็ปท็อป (แม้มันจะเก่ามาก ๆ ก็ตาม) มีกล้องฟูจิรุ่นใส่ถ่าน AA และ มีมือถือ Blackberry 1 เครื่อง ก็คิดว่า ก็น่าจะพอใช้ทำอะไรสักอย่างได้ และในที่สุดก็ได้ไอเดียว่าจะทำเรื่องแก้ปัญหาสิวตัวเอง เพราะเป็นมานานมาก ๆ ใช้อะไรก็ไม่เคยหาย และตอนนั้นก็ขับรถไม่เป็น ถ้าจะหาหมอ ต้องขับรถไปตัวเมือง ใช้เวลา 45 นาที ซึ่งไม่อยากรบกวนใครเลย ก็พยายามหาทางที่พึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด ก็ตั้งใจเลยว่า เรื่องอื่นมันแย่หมด แต่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิวนี่ล่ะ!

แล้วก็ได้เป็นสมใจจากความพยายามและตั้งใจที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลในตอนนั้นค่ะ…และชีวิตมันก็เป็นอย่างที่คาดการณ์จริง ๆ คือ ความสำเร็จทุกทางมันก็เร่ิมมา จากตอนแรกคุณแม่ก็เป็นห่วง อยากให้สอบราชการ แต่บีมก็ทำตรงนี้ให้คุณแม่เห็นผลลัพธ์ว่าเราทำแล้วมันโต มันมีรายได้ มันอยู่บ้านได้ มันมีอิสระในการกำหนดชีวิต ทำแล้วมีคนรักเรา คุณแม่ก็เลยยอมให้ทำและไม่พูดเรื่องสอบราชการอีก

ตอนนั้น ก็มีรายได้จากการขายสินค้าเข้ามาเกินเงินเดือนที่เคยได้รับ และทางโรงงานซึ่งตอนนั้นสนิทกันมาก ๆ เขามีความปรารถนาดี อยากให้เราเติบโต ก็แนะนำการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง นั่นก็เป็นครั้งแรกที่บีมได้จับเงินจำนวนมากในเวลาต่อมา ชนิดที่ว่า ใช้ชีวิตได้สบายมาก ๆ เลยค่ะ เป็นลูกค้าเกรด A+++ ของธนาคารทุกที่ statement สวยงาม และบีมไม่เคยจ่ายขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิต รูดเท่าไหร่ จ่ายเต็มตลอด ไม่เคยติดหนี้สินอะไรกับใครเลย

ก็เข้าใจว่าตัวเองน่าจะรวยไม่มีตกแล้ว … แต่มันไม่ใช่แบบนั้น

และจุดนั้นเอง ก็เป็นจุดพลิกผันที่ก่อหนี้เกินตัวไปเยอะมาก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็เตือนแล้ว แต่ไม่ฟัง มันเป็นช่วงที่เหลิงค่ะ อีโก้ใหญ่คับซอย 555 เราถือว่าเราทำสำเร็จ ทำเองได้ เราไม่ฟังใครทั้งนั้น ยกเว้นโค้ชที่เราเคารพรัก ซึ่งมุมมองความคิดของเขา จริง ๆ แล้วแตกต่างจากของเราไปมากพอสมควร แต่ด้วยความที่เราหลงระเริงอยู่ เราเลยมองไม่เห็นความจริงข้อนี้ แม้จะมีสัญญาณเตือนหลายอย่างจากหลายคนแล้ว แต่ก็ไม่กลับมาทบทวน จนกระทั่งมันไปถึงจุดล่มสลายของทุกสิ่งที่สร้างมา (เหลือไว้ให้เราเดินต่อได้ประมาณ 20%)

สรุปเหตุการณ์ในชีวิต

2009 กลับมาอยู่เชียงราย ดูแลคุณยายจนท่านเสียชีวิตในเดือนตุลาคม เขียนบล็อกสิวและมีคนรู้จักติดตามไปแล้ว 3 เดือน และเริ่มหาสินค้ามาใช้เพื่อแนะนำแฟน ๆ ต่อ จนเกิดเป็นกิจการเล็ก ๆ มีรายได้เลี้ยงตัวเองหลักหมื่นต้น ๆ (ยังไม่แซงเงินเดือนสุดท้าย)

2010 มีลูกคนแรก เริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเองชื่อ MarryBeam และจดทะเบียนการค้า เริ่มมีฐานะดีขึ้น พึ่งตัวเองได้หมดทุกอย่าง

2011 – 2013 ช่วงพีคสุด ๆ ของการงาน การเงิน แต่ความสัมพันธ์ไม่ค่อยโอเคค่ะ เพราะเป็นช่วงที่เราเริ่มปรับตัวในฐานะพ่อแม่ ความเครียดที่บีมได้รับจากภาระงานที่หนักเกินไป ทำให้มีปัญหากับสามีเกือบตลอด แต่เขาก็ใจเย็นและรักลูกมาก ๆ เลยอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้ 555 และซื้อบ้านที่เชียงรายเป็นหลังแรกด้วยเครดิตตัวเอง 100%

2014 – ย้ายจากบ้าน อ.พาน มาอยู่เชียงราย มีออฟฟิตและหน้าร้านอยู่ห้าแยกพ่อขุน มีตัวแทนอยู่กรุงเทพและปริมณฑล และทุกภาค จึงตัดสินใจเปิดออฟฟิตและหน้าร้านที่วัชรพล กรุงเทพ ที่ตลาดถนอมมิตร ที่อาคารพาณิชย์ใกล้ตลาด รีแบรนด์เป็น MACLEAR และเปลี่ยนแนวทางการทำตลาดตามคำแนะนำของพาร์ทเนอร์ ซื้อบ้านศุภาลัยที่กรุงเทพ เป็นปีที่จ่ายเยอะมาก และไม่ได้อะไรกลับมาเลย เป็นปีที่เครียดมากและเริ่มเกลียดตัวเองและธุรกิจที่ตัวเองสร้างมา และลูกค้าก็หายไปประมาณ 80-90% มีปัญหากับตัวแทนจำหน่าย จนถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้งเป็นเรื่องราวใหญ่โต

2015 – บีมกับครอบครัวย้ายไปอยู่กรุงเทพ อยู่ที่ตึกแถวนั้นเลยค่ะ นอนด้านบน ด้วยหวังว่าจะช่วยกู้ให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ แต่ด้วยพลังชีวิตที่เหือดหาย มันก็แย่ลงเรื่อย ๆ และพาให้เราไปเจอธุรกิจเครือข่ายอีกตัวหนึ่งคือ Jeunesse ซึ่งบีมปฏิเสธอย่างแรงตั้งแต่แรก แต่สินค้าดีมาก และสามีที่เกลียดธุรกิจนี้ ศึกษาข้อมูลดูแล้วน่าสนใจในระบบของเขา (ศึกษาจากเว็บบริษัทที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดค่ะ) เลยลองเข้าไปทำดู และก็ลุย ๆ ๆ ทำ แต่ก็พบว่ายิ่งทำให้แย่ลงเรื่อย ๆ ในทุกอย่าง และลูกเริ่มมีปัญหาก้าวร้าวขึ้น และเรารู้สึกผิดมากขึ้น เงินสดก็ไม่เหลือ แทบไม่มีเงินหมุนเวียนใช้จ่ายเลย บีมเลยตัดสินใจก้าวออกมาก่อน และให้สามีลองทำต่อดูตามที่เขาตั้งใจ เป็นปีที่เจ้าหนี้เริ่มทวงกระหน่ำเพราะขาดส่งหลายอย่าง ความเครียดคูณ 100 ค่ะ และตัวเลขหนี้รวมแล้วก็คือ 8 หลัก คนที่ทำให้เราผ่านทุกความลำบากมาได้ คือ ครอบครัวค่ะ ความรักและความช่วยเหลือที่ครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ที่ช่วยมาตลอดอยู่เบื้องหลัง ทำให้เราผ่านมาได้จริง ๆ …

2016 – กลับมาอยู่เชียงรายจนถึงปัจจุบัน พร้อมภาวะซึมเศร้า (ที่ไม่รู้ตัว ซึ่งไว้จะเล่าถึงสภาวะนี้ให้ในครั้งต่อไปด้วยค่ะ) และเริ่มมีหมายศาลเข้ามาในชีวิต ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง

2016 – 2019 เป็นช่วงปีที่พยายามจะฟื้นฟูธุรกิจและรายได้ให้กลับมา โดยพื้นฐานคือพลังซึมเศร้า หมดพลังชีวิต และเอาเงินเป็นที่ตั้ง จึงทำให้วิธีการแก้ปัญหาบิดเบือนไปหมด ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เหมือนจะได้ แต่ก็ไม่ได้เสียที สร้างแล้วหาย สร้างแล้วหาย ยิ่งเพิ่มดีกรีความเครียดและซึมเศร้าจนอยู่ในขีดอันตรายแบบไม่รู้ตัวค่ะ แต่โชคดีที่ไม่แสวงหานิยามของสิ่งที่กำลังเป็น รู้แต่ว่า เครียด แต่มันก็มีโมเม้นต์ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับลูก ทำสมาธิ โชคดีที่อยู่เชียงราย มันยังมีพลังความช้า slow life ที่ช่วยให้เราช้าลงได้ มีสติกลับมาได้ และด้วยการฝึกนั่งสมาธิทุกเช้า ไม่ต่ำกว่า 10 นาทีต่อครั้ง สูงสุดก็เป็นชั่วโมง สวดมนต์บ้าง ก็สร้างพลังสมาธิได้มาก การเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การล้างพิษ ความรักและการช่วยเหลือจากครอบครัว กำลังใจจากลูกค้าและแฟน ๆ ที่รู้จักกันมานาน ก็ทำให้ยังคงไปต่อได้ แม้จะทุกข์ทรมานมากก็ตามค่ะ

2019 – ช่วงเดือน ก.ย. เป็นต้นมา บีมได้ค้นพบความจริงแล้วว่า อะไรคือทางรอดจริงๆ ของปัญหาหนี้ค่ะ พึ่งจะมีพลังชีวิต สติ ปัญญา กลับมาก็ช่วงนี้เองค่ะ ถ้าดูผลงานบีมในช่วงที่บีมลิสต์ให้ในช่วงเป็นหนี้และเจอมรสุมหนัก ๆ กับช่วงตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นมา จะรู้สึกได้ว่า พลังแตกต่างกันมาก สังเกตที่ “ดวงตา” เป็นหลักค่ะ เพราะ แววตาเป็นสิ่งเดียวที่หลอกไม่ได้ และเป็นสิ่งสะท้อนจิตวิญญาณและระดับพลังงานชีวิตของมนุษย์ทุกคนโดยตรง

จากประสบการณ์ที่มีเงินมาก (เรียกว่ารวยได้เลยค่ะ) มาถึงจุดต่ำสุดที่เคยมีรายได้เข้ามาแค่หลักร้อย และต้องไปขึ้นศาล จนกระทั่งถึงได้รับคำสั่งยึดทรัพย์ (อันนี้ไม่เคยเล่าทางสาธารณะ แต่ตัดสินใจแล้วว่าจะเล่าค่ะ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจครบถ้วน ว่าความเครียดของบีมมันไปถึงระดับไหน ถ้าไปศาลและถูกยึดทรัพย์แล้ว ไม่ต้องพูดถึงค่า เครียดระดับเกิน 100) ให้ชีวิตเป็นวิทยาทานค่ะ ไม่เขียนวันนี้ ไม่รู้จะได้เขียนวันไหนอีก มองแบบนี้ก็สบายใจที่จะเขียนค่ะ 🙂

ติดตามต่อได้ในตอนต่อ ๆ ไป ว่าสิ่งที่บีมตกผลึกเกี่ยวกับการแก้ปัญหาหนี้แบบองค์รวม ที่แม้ตอนนี้บีมจะยังคงมีหนี้ที่ต้องจัดการอยู่ แต่เมื่อมีพลังชีวิต สติ ปัญญา จิตอิสระ กลับคืนมาแล้ว ก็รู้ได้เลยว่า อยู่บนหนทางที่ถูกต้อง เพราะ หลายสิ่งที่เข้ามาหลังจากที่จิตเราอิสระจากเงินแล้ว มันเป็นหลักฐานยืนยันว่า เราได้เดินเข้ามาในเส้นทางที่ถูกต้องแล้วค่ะ แตกต่างอย่างมากจากวันที่เรายังหลงทางและเป็นทาสของวัตถุและเงินค่ะ ซึ่งอยากแบ่งปันมาก ๆ 🙂

ติดตามกันต่อนะคะ และสามารถแนะนำ แบ่งปันให้เพื่อน ๆ ของคุณมาอ่านไปพร้อม ๆ กันได้ค่ะ บีมเชื่อว่าผู้อ่านทุกท่าน ได้รับประโยชน์อย่างแน่นอนค่ะ

ถ้าบีมเอาจิตและชีวิตรอดผ่านมาได้ คุณก็ต้องผ่านได้ค่า 🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.