3 ลักษณะของอาการ “ใจพัง” และวิธีแก้แนวธรรมชาติ

Posted by

เมื่อหลุดออกจากสภาวะ “ใจพัง” แล้ว บีมจึงมองเห็นว่าในสภาวะที่ว่านั้นมีลักษณะอย่างไร และอยากแบ่งปันไว้ในบทความนี้ เพื่อผู้อ่านจะได้ลองตรวจสอบตัวเองว่า เข้าข่ายใจพังอยู่หรือไม่ เพราะ ถ้าเป็นเช่นนั้น จะต้องรีบแก้ไขด่วน เพราะ จิตใจที่ผุพังนั้นจะทำลายชีวิตภายนอกทุก ๆ ด้าน ชีวิตจะอยู่ยากขึ้นเรื่อย ๆ และอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้า หมดประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตและการทำงาน และสุดท้ายถ้าไม่ยอมแก้ไข อาจไปถึงการตัดสินใจจบชีวิตตัวเองที่จะต้องมาเสียใจภายหลังที่ตายไปแล้ว…

ไม่เคยนิยามว่าตัวเองเป็น “โรคซึมเศร้า”

จริง ๆ แล้วเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งค่ะ ที่บีมไม่เคยไปค้นหานิยามให้ตัวเองว่าเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะ บีมรู้สึกว่า บีมก็ดูแลสุขภาพกายและใจมาดี แม้ในยามที่เครียดและลำบากมาก ๆ บีมก็ยังนอนหลับได้ดีอยู่ 90% ของการนอนหลับในช่วงที่ใจพัง เลือกอาหารที่ดีต่อร่างกายได้ ขับถ่ายเป็นปกติ (มีนาน ๆ ครั้งที่ไม่ปกติ) ก็ยังทำงานได้เป็นปกติ นั่งสมาธิทุกเช้า สวดมนต์บ้างเป็นบางครั้ง เลยรู้สึกว่า ตัวเองไม่ได้ป่วยเป็นโรคจิตอะไร เพียงแค่…ร้องไห้บ่อยและอยากตายบางช่วง เหนื่อย หมดพลังเร็ว แต่…พอได้นอน ตื่นมาแล้ว มันก็ดีขึ้น และ ก็ยังมีความรักจากครอบครัวและกัลยาณมิตรอีก … มันก็ยังมีอะไรดี ๆ ในชีวิตล่ะน่า เลยไม่นิยามตัวเองว่าเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ

ความโชคดีนั้น ทำให้บีมไม่แสวงหาวิธีมารักษาโรคซึมเศร้า ไม่หาหมอ ไม่กินยา แต่เคยมีนัดโทรคุยกับนักจิตวิทยาทางออนไลน์อยู่ครั้งหนึ่ง เพราะเราไม่รู้จะคุยกับใครแล้ว บอกใครก็ไม่ได้ แม้แต่สามีเราก็ไม่อยากคุยเรื่องนั้นให้ฟัง อึดอัดจนต้องหาคนคุยด้วยให้ได้

พอไม่กินยา ไม่นิยามตัวเองว่าเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ก็ส่งผลดีคือ จะหายเร็วเมื่อมาเจอวิธีที่ถูกต้อง เพราะ ครูเก๋ วรารักษ์ อาจารย์ที่บีมนับถือ ในฐานะที่เคยเป็นผู้ป่วยซึมเศร้าหนักมาก่อน สอนลูกศิษย์เสมอว่า “ยาจะทำให้ร่างกายแย่ลง คนไหนที่กินยาอยู่ แล้วจะมารักษาแนวธรรมชาติที่ครูเก๋ทำ ครูเก๋จะไม่รับ เพราะมันแก้ยาก ต้องตัดยาออกก่อน” และเมื่อจิตเราไม่สั่งตัวเองให้เป็นผู้ป่วยซึมเศร้า สารเคมีและเซลล์ในร่างกายก็จะเป็นไปตามนั้น ไม่ใช่ผู้ป่วยแต่เป็นแค่สภาวะหนัก หน่วง ไม่สบาย ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จะนาน จะสั้น ก็ตามความแข็งแรงของจิตใจเรา และบีมอยู่ในสภาวะแบบนั้นหนัก ๆ ประมาณ 4 ปี (เริ่ม พ.ศ. 2557 สิ้นสุดประมาณเดือน ต.ค. 2562)

พึ่งจะมารู้ไม่นานมานี้ (ปลายปี 2562) ช่วงที่มีข่าวดาราจบชีวิตตัวเองหลังจากที่เขารู้สึกว่าเขาเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามาสักระยะ ก็เลยไปเห็นข้อมูลเป็นภาพ infographic และบทความสรุปอาการของโรคซึมเศร้า อ่าน ๆ แล้ว ก็อ้าว … นั่นมันชั้นเมื่อก่อนเลยนี่หว่า … เป๊ะ และรู้สึกโชคดีมาก ที่ไม่พยายามไปนิยามตัวเองให้เป็นคนป่วยค่ะ … ไม่งั้นคงไม่หายเร็วแบบนี้

ข้อมูลโรคซึมเศร้า ทุกท่านสามารถหาเองได้นะคะ เพราะมันมีข้อมูลอยู่เยอะมาก แต่บีมจะแบ่งปันในส่วนของบีมว่า สภาพใจพังที่เคยเป็นนั้นเป็นอย่างไร และมันส่งผลต่อชีวิตภายนอกของเราที่มองเห็นได้ อย่างไรบ้าง?

สรุปสภาพใจพังและผลลัพธ์ภายนอก

ไม่รักตัวเอง (ปัญหารากเหง้าของปัญหาชีวิตทั้งหมด)

บีมไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีปัญหานี้ จนกระทั่งพบครูเก๋ วรารักษ์ ครั้งแรกเมื่อเดือน มิถุนายน 2561 ซึ่งคุยกันได้สักพัก ครูเก๋ก็บอกว่า บีมมีปัญหาเรื่องการไม่รักตัวเอง บีมก็ยังงงว่า ไม่รักตรงไหน เพราะก็ดูแลตัวเองได้ดีมาตลอด (บีมดูแลตัวเองแนวธรรมชาติมาได้ 9 ปี ฝึกสมาธิมาต่อเนื่อง 4 ปี มันจะไม่รักตัวเองได้อย่างไร … มีคำถามเลยทันที)

จริง ๆ สืบเนื่องมาจากบีมเล่าเรื่องผลการวิเคราะห์ธาตุโดย หมอเกด พัชริดา แก้วประภา แพทย์แผนไทยที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องที่สนิทกันในตอนนั้น และน้องเป็นลูกศิษย์ของครูเก๋ด้วยใน workshop โยคะหัวเราะและโยคะนิทรา ที่จัดที่ ม.แม่ฟ้าหลวง เห็นผลดีมาก ๆ เลยมาแนะนำบีมอีกทีค่ะ และเชื่อมให้ได้พบกัน วิเคราะห์ออกมาได้ว่า บีมมีธาตุไฟแรงมากกก (ล้านตัว) เป็นความร้อนระอุอยู่ภายในตับ มากกว่าคนอื่นหลายเท่า ซึ่งถ้าวิเคราะห์บุคลิกของบีม ก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ค่ะ ขี้โมโหมากกกก ใจร้อน ชอบควบคุมคนอื่นเวลาธาตุไฟแตกพล่าน 555 ชอบเอาชนะ ชอบแข่งขัน จะเป็นที่หนึ่งให้ได้ ไม่ยอมแพ้ ไม่กล้ารับคำวิจารณ์ ใช่หมด…

ครูเก๋บอกว่า … ถ้ามีปัญหาที่ตับ ก็จะมีผลเรื่อง “ความไม่รักตัวเอง” และถ้าปล่อยไว้นาน ๆ อาจส่งผลให้เกิดมะเร็งตับได้ บีมก็เร่ิมฉุกคิดว่า … หรือมันอาจจะจริง เพราะ ที่ผ่านมาก็รู้สึกว่าลึก ๆ ไม่ชอบตัวเอง เกลียดและไม่ให้อภัยตัวเองอยู่เหมือนกัน จากประสบการณ์ในอดีตที่เราเคยทำไว้ มันจะออกมาหลอกหลอนตลอดถ้าจิตตก …

ดังนั้น ในหลาย ๆ คนที่ดูแลตัวเองดี มีการออกกำลังกาย กินอาหารดี นั่งสมาธิ ฯลฯ แต่ถ้ายังมีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับระบบย่อย มีปัญหาเรื่องตับ เรื่องสิว ผิวพรรณ ก็เป็นไปได้ว่า อาจจะมีปัญหาเรื่องของการไม่รัก ไม่ให้อภัย เกลียดตัวเองอยู่ลึก ๆ ซึ่งอารมณ์ตกค้างนี้ จะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการทำงานที่อยู่นอกเหนือสมองของกายนี้ (ระบบประสาท ฮอร์โมน ต่อมไร้ท่อ จะทำงานไปตามอารมณ์และพลังเหล่านี้โดยตรง ดังนั้น การคิดบวกไม่ได้ช่วยแก้ไขเรื่องนี้ค่ะ มันคนละระบบกัน หรือถ้าจะแก้ก็มีเหตุผลมาค้านเยอะ บางคนก็โปรแกรมสำเร็จ แต่บางคนก็ไม่ บีมเป็นคนหนึ่งที่การคิดบวกและพูดโปรแกรมบวกใส่จิตใต้สำนึกตัวเองไม่ช่วยอะไรมากค่ะ ช่วยแค่ชั่วคราว แล้วมันก็กลับหลูบเดิมอีกตลอดถ้าจิตตกหนัก ๆ)

สภาพจิตแบบที่ไม่รักตัวเองนี้ จะแสดงออกชัดเจนที่สุดว่า “รักใครไม่ได้เต็มหัวใจแม้กระทั่งคนในครอบครัวหรือคนใกล้ตัวที่รักเราที่สุด”

อาการรักคนได้ไม่เต็มหัวใจ คือ การสร้างกำแพงขวางกั้น ไม่ให้ใครเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเรา ไม่อยากให้ใครมารู้จักตัวตนของเรา เพราะเราไม่ดี … รู้สึกว่า ไม่สมควรได้รับความรักจากใคร

แล้วจะแสดงออกเป็นความเฉยชา เย็นชา ปิดตัวเองจากโลกภายนอก หัวเราะและยิ้มไปกับใครไม่ได้ นอกจากไปดูแสดงตลก แต่คนธรรมดาที่อยู่รอบ ๆ ตัว เราแทบจะไม่อยากยิ้มหรือหัวเราะไปกับเขาเลย

เมื่อได้พบคนดี ๆ ก็รู้สึกว่า เราไม่เหมาะสมกับเขา เราไม่สมควรได้คบกับเขา และไปอยู่กับคนที่เรารู้สึกว่า ด้อยพอ ๆ กับเราอยู่เสมอ ๆ หรือไปหาคนที่จะมาทำลายตัวเราเองเพิ่ม โดยที่เราไม่รู้ตัวว่า เรากำลังส่งสัญญาณแบบนั้นออกไปอยู่ ซึ่งจะทำให้เราพบแต่คนกลุ่มนี้ค่ะ กลุ่มที่ทำร้ายเรา ฉวยประโยชน์จากเรา เอาเปรียบเรา ไม่รักเรา (เพราะเรายังไม่รักตัวเองเลย)

เมื่อได้พบโอกาสดี ๆ ก็มักจะไม่คว้าไว้ หรือ ถูกบังตาไม่ให้คว้าไว้ เพราะ รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับโอกาสอันยิ่งใหญ่นั้น

หรือในช่วงที่เกลียดตัวเองมาก ๆ เราจะมีพฤติกรรมทำลายตัวเองแบบไม่รู้ตัว เช่น กินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ นอนดึก ๆ ไม่สนใจดูแลตัวเอง ปล่อยให้ข้าวของรกรุงรัง ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย สิ้นเปลือง ไม่ดูแลเงินให้ดี ฯลฯ อยากให้ทุกอย่างมันพัง ๆ ไปเสีย สมกับชีวิตที่บัดซบ (ก็รู้สึกแบบนี้จริงตอนพังมากนะคะ 555) ซึ่งคนที่เขาดูแลตัวเอง รักตัวเอง จะไม่เข้าใจคนกลุ่มนี้ไปโดยธรรมชาติค่ะ ซึ่งคนที่เกลียดตัวเองจะส่งสัญญาณลบ ๆ ออกไปโดยที่เขาก็ไม่รู้ตัว ก็เลยจะไม่เคยเจอคนที่รักตัวเองอยู่ในรัศมีเลย ยกเว้นแต่ว่า มีคนที่รักเรามาก กล้าหาญเข้ามาบอกเรา ให้ความรักเรา เพื่อให้เราออกจากจุดนั้นค่ะ ซึ่งก็อยู่ที่เราว่า จะฟังหรือไม่ฟัง จะทิ้งจากจุดนั้นออกมาหรือเปล่า เท่านั้นเอง

ซึ่งในช่วงที่บีมมีปัญหานี้หนัก ๆ โชคดีมาก ๆ ที่ได้รับความรักและการให้อภัยจากคนในครอบครัว เขาก็ยังรักเราแบบที่เราเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรักที่บริสุทธิ์จากลูก ๆ การได้โอบกอดเขา การได้เห็นเขายิ้มและหัวเราะ มันช่วยให้บีมได้รับพลังความรักที่บริสุทธิ์เข้ามาเยียวยาบีมเต็ม ๆ บอกเลยว่า ความรัก รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะจากลูกทำให้บีมผ่านจุดที่วิกฤติมาก ๆ ที่สุดมาได้ค่ะ …

และบีมได้มารู้จักความรักบริสุทธิ์จากอีกท่านหนึ่ง คือ ครูเก๋ วรารักษ์ ที่โอบกอดบีมด้วยความรักที่บีมไม่เคยรู้สึกจากที่ไหนมานานมากแล้ว … เป็นพลังความรักที่แปลกมาก ๆ เหมือนบีมได้รู้สึกว่า ได้รับการให้อภัย และได้โอกาสเริ่มต้นใหม่ … น้ำตาไหลพรากแบบไม่รู้ตัว ไหลหนักมากกก นั่นล่ะค่ะ คือ จุดที่ทำให้บีมเร่ิมหลุดออกจากความไม่รักตัวเองออกมาได้เบื้องต้น

เพราะในวันที่หมดพลัง เราก็เหมือนเทียนที่กำลังจะดับ เราจำเป็นต้องมีใครบางคน สิ่งบางสิ่ง ที่จะเข้ามาช่วยจุดพลังให้เราอีกครั้ง ซึ่งของครูเก๋ เป็นการจุดพลังจากภายใน ที่ให้ผลยั่งยืน แตกต่างจากการปลุกพลังในศาสตร์อื่น ๆ ค่ะ (บีมก็ไปเรียนรู้มาจากหลายที่ค่ะ แต่ไม่มีที่ไหนให้แบบนี้เลยสักครั้งเดียว … ในวันที่เราหมดพลัง เราแค่ต้องการความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขค่ะ และการให้อภัย … เพื่อการเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่วิธีจะแก้ปัญหา พลังต้องมาก่อน…ไม่งั้นก็รวนไปหมด)

หรืออีกวิธีก็คือ ออกไปให้ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขก่อน ซึ่งอันนี้บีมเห็นจากเคสเพื่อนร่วมรุ่นในคอร์สผู้นำโยคะหัวเราะ ซึ่งเคยนิยามว่าตัวเองป่วยเป็นไบโพลาร์​ (โรคจิตเวชชนิดหนึ่ง) กินยามากมาย แต่พอเรียนจบคอร์ส ก็สั่งตัวเองเลยว่า ฉันเป็นคนที่สุขภาพดี ไม่ได้เป็นผู้ป่วย ทำให้ลดยาลงได้ และ พอได้ออกไปจัดกิจกรรมโยคะหัวเราะให้ผู้สูงอายุบ่อย ๆ แววตาของเธอก็เปลี่ยนไปมาก ๆ จากคนที่กังวล หวาดกลัว ก็เต็มไปด้วยแววตาของความรัก ความสดใส เพราะเธอออกไปให้เสียงหัวเราะที่บริสุทธิ์นั่นเอง ก็ได้รับพลังความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขและการขอบคุณกลับมาจากคุณตาคุณยาย

หรืออย่างบีมเอง ก็ได้มีโอกาสไปจัด workshop โยคะหัวเราะให้กับแฟน ๆ กลุ่มหนึ่ง สิ่งที่ได้ก็คือ ความสุขในทันทีที่เห็นเขาสดใสหลังหัวเราะ (ตอนแรกมาบรรยากาศอึมครึมมาก) และ ช่วยให้พวกเขานำวิชาไปช่วยตัวเองต่อได้ หลาย ๆ คนกลายเป็นคนที่บวกโดยธรรมชาติ จากที่เคยสงสัยว่าตัวเองเป็นซึมเศร้าไหม ก็เลิกถาม เลิกสงสัย และน้องคนหนึ่ง ก็ตัดสินใจหยุดยาได้ทันทีหลังกลับไป (ทั้งนี้ การจะหยุดยาหรือไม่นั้น ให้เป็นวิจารณญาณของตัวเองนะคะ บีมเพียงแค่บอกผลดีผลเสียในเชิงประสบการณ์ที่ได้รับมา ไม่รับผิดชอบในการตัดสินใจของผู้ที่หยุดยาค่ะ ซึ่งควรเป็นการตัดสินใจที่ออกจากตัวเองเท่านั้น ว่าทำแล้วจะรับผิดด้วยตัวเองทั้งหมดจริงๆ ค่อยตัดสินใจค่ะ)

ดังนั้น วิธีแก้ข้อนี้จะมี 2 แบบ คือ ได้รับความรักบริสุทธิ์ หรือ ออกไปให้ความรักบริสุทธิ์ ซึ่งแบบที่สองจะสามารถสร้างได้ด้วยตัวเองเลยค่ะ ไม่ต้องรอเวลา ออกไปให้ความสุข ความรัก กับผู้คนโดยไม่หวังอะไรตอบแทนดู ความรักและคำขอบคุณจากพวกเขาจะเยียวยาคุณเอง…

เกลียดทุกสิ่งรอบตัว ไม่ชอบเห็นใครมีความสุข

พอเราไม่มีความสุขและไม่รักตัวเองแล้ว เราก็จะ “ไม่รักคนอื่น ไม่รักสิ่งอื่น ไม่เมตตาสิ่งอื่น” เราจะรู้สึก “เกลียด เกลียด เกลียด” ทั้งหมด ถ้าเห็นใครที่มีความสุข ความสำเร็จ จิตมันจะอิจฉาริษยา มันไม่ยินดีไปกับเขาอย่างบริสุทธิ์และเต็มหัวใจ

ตอนที่บีมเกลียดตัวเองมาก ๆ ตอนนั้น ก็พาลไม่ชอบที่สามีออกไปทำงานข้างนอก พบเจอผู้คนใหม่ ๆ และกลับมาด้วยอารมณ์ดี ๆ หรือเห็นทุกคนในครอบครัว happy เราก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย…ทิ้งเราให้เหนื่อยอยู่คนเดียว!!!

แล้วก็จะเริ่มเหวี่ยง ไม่พอใจ โดยที่พวกเขาก็ไม่รู้สาเหตุเลย และมักจะพูดจาหรือกระทำการใด ๆ ที่ทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ไปกับเราด้วยเสมอ ๆ ให้เขารู้สึกผิดที่ทำให้เราต้องเป็นแบบนี้ มันจะสื่อความหมายและส่งสัญญาณแบบนี้ออกไปในทุก ๆ สิ่งที่เราทำ คือ ถ้าฉันแย่ แกต้องแย่ด้วย อย่ามามีความสุขให้ฉันเห็น ประมาณนี้ค่ะ (เป็นจิตที่น่ากลัวมาก 555) ดังนั้น วันหลังถ้าไปเจอใครที่ส่งพลังมาแบบนี้ อย่าไปรับเอาพลังของเขามานะคะ ของใครของมัน … ถ้าเราพลังบวกและพลังรักมากพอ เราส่งให้เขาได้ด้วยค่ะ แต่อย่าไปตกอยู่ในสนามพลังของเขาเด็ดขาด

จนบีมมาฝึกโยคะหัวเราะและได้รับการบำบัดจากครูเก๋อยู่หลายครั้ง ก็ทำให้เริ่มรู้สึกตัวได้แล้วว่า เรากำลังแบกอะไรที่เราไม่มีความสุขอยู่หรือเปล่า กำลังทำอะไรที่สวนทางกับสิ่งที่ใจปรารถนาหรือเปล่า ก็เริ่มมีสติรู้ตัว ก็กลับมามองตัวเอง สำรวจตัวเองว่า มีอะไรที่เราไม่ชอบ เยอะไป หนักไป ก็เริ่มละ ลด วาง ทิ้ง โดยปรับเอาแนวทาง Minimalism ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมาก ๆ ในโลกตะวันตกที่กำลังหันเข้าหาความสมถะ น้อยและครบ มีเท่าที่ใช้ อยู่ตามเหมาะสม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลจากหนังสือขายดีที่ชื่อว่า ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านเพียงครั้งเดียว โดย คอนโด มาริเอะ http://www.saroopbook.com/book/life-changing-magic-tidying-summary/ ซึ่งเป็นกระแสให้คนหันมา “น้อยแต่ครบ” กันทั่วโลก และ น่าจะมาจากกระแส ZEN ที่โด่งดังเมื่อ Steve Jobs สร้าง Apple ด้วยคอนเซ็ปต์นี้และถ่ายทอดลงไปที่ผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน ถึงความเรียบง่ายแต่ครบความต้องการ และยิ่งดังขึ้นเมื่อเขาเสียชีวิตลง เพราะในหนังสือที่พูดถึงเขา ก็มักจะพูดถึง ZEN แนวคิดหลักของเขาไปด้วย

บีมเริ่มจากการกลับมาจัดบ้าน ทุกครั้งก็จะรู้สึกโล่ง โปร่ง สบายขึ้น เพราะการจัดบ้าน จะทำให้เราต้องสื่อสารกับตัวเอง ของชิ้นไหนที่เรารู้สึกมีความสุข ซึ่งเราจะได้พัฒนาทักษะการฟังเสียงภายใน ฟังความรู้สึกของเรา ไม่ใช่สมองคิดซึ่งเป็นสมองส่วนหน้า ส่วนความรู้สึกจะเป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่ง DR.Bruce Lipton เจ้าของผลงาน Biology of Believe ผู้ซึ่งได้ปฏิวัติความคิดของบุคลากรทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์มากมายเกี่ยวกับความเข้าใจในมนุษย์และเซลล์ ว่าเป็นคลื่นพลังงานเท่านั้น และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตรงไปตรงมา ความรู้สึกจะไม่หลอกเรา แต่ความคิดและภาษาคือสิ่งที่บิดเบือนความจริง … ดร.บรูซ สอนให้เรากลับมาเชื่อในความรู้สึก ฝึกรับและส่งความรู้สึก แล้วชีวิตจะง่ายขึ้นอีกมาก ๆ เพราะมันตรงไปตรงมา อย่าฟังคำพูด ให้ใช้หัวใจรับความรู้สึกโดยตรง ซึ่งก็ตรงกับหลักของคุณคอนโด ในเรื่องการจัดบ้าน ที่บีมค้นพบว่า เมื่อใช้หลักนี้กับชีวิตแล้ว กับการจัดบ้านแล้ว บีมสามารถตัดสิ่งที่แบกโดยไม่จำเป็นออกได้เยอะมาก และตัดสินใจได้ดีขึ้นมาก เพราะตอนที่เราเก็บของ เราต้องตัดสินใจเก็บเฉพาะของที่เรา “รู้สึกดีเท่านั้น” และเราจะได้อยู่ในบ้านหรือห้องคอนโดที่เรามีแต่สิ่งที่เสริมพลังเราอยู่รอบตัวไปหมด

และยังรวมไปถึงหลักการจัดการกระเป๋าสตางค์ที่บีมได้อ่านจากหนังสือเล่มหนึ่งของสำนักพิมพ์วีเลิร์น หลังจากนั้นก็เก็บกระเป๋าที่ใส่ของและกระเป๋าเงินทุกวัน ซึ่งทำให้รู้สึกว่า จัดการเงินได้ดีขึ้น

ทำให้เก็ตว่า เมื่อเรามีน้อยแต่ครบที่เราจำเป็นต้องมีต้องใช้จริง ๆ เราจะเบาและมีความสุขขึ้น เราจะมีพื้นที่สำหรับความสุข ความสงบ เพิ่มขึ้น การตัดสินใจของเราจะเฉียบคมขึ้น เราจะฟังเสียงภายใน ฟังความรู้สึกได้ดีขึ้น ซึ่งเมื่อเราทำแบบนี้บ่อย ๆ จะทำให้เราเริ่มมีชีวิตอย่างที่เราอยากให้เป็นได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือพลังที่ออกจากภายในของเราเองจริง ๆ จากการทิ้ง ตัด สิ่งที่ไม่ต้องการออก … ไม่ต้องไปหาปลุกพลังที่ไหนเลย แค่จัดการตัวเองและที่อยู่ของตัวเองเท่านั้น ง่ายแต่ได้ผลดีมาก

และ…มันจะช่วยแก้ปัญหาความเกลียดคนอื่นได้ด้วย เพราะ เราจะเริ่มมีความสุขกับชีวิตของเราอย่างที่เราอยากให้เป็น เราจะเลิกแบก และจะตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่อมีงานใหม่ ๆ เข้ามา หรืออะไรใหม่ ๆ ที่อาจจะอยากซื้อหรือถูกกระตุ้นให้ซื้อ แต่ถ้าไม่ใช่สิ่งที่เรารู้สึกดีกับมัน แค่เชื่อตามนั้น แล้วปฏิเสธไปเสีย ชีวิตมันจะมีความสุขขึ้นอีกมากจริง ๆ ค่ะ

และยังรวมไปถึงคนที่เราคบอยู่ด้วย เราจะใช้ตรงนี้สแกนเลยว่า ใครที่เรารู้สึกแบบไหน เราจะสามารถเลือกคบและปฏิสัมพันธ์กับคนที่เรารู้สึกดีด้วยได้ ซึ่งความรู้สึกนี้ จะปรับไปตามพลังงานในตัวเราค่ะ เมื่อไหร่ที่เราเกลียดตัวเองอีก มันก็จะปรับคลื่นไปจูนกับคนที่จะมาทำร้ายเราอีก ดังนั้น … ต้องใช้ใจสัมผัส ฟังความรู้สึกว่า อะไรที่ไม่ใช่ ก็เอาออกไปจากชีวิตเสีย แค่นั้นเอง

ถ้าตัดสินใจถูกต้อง หรือ จินตนาการแล้วว่า เมื่อไม่มีสิ่งนั้นอยู่ ชีวิตจะเบาสบายขึ้น รู้สึกโล่งขึ้น ก็ทำไปเลยค่ะ อย่าให้พลังความกลัวครอบงำ ถ้าจะต้องตัดแล้วเสียบางอย่าง แต่แลกกับความเบา ก็จงทำ ลด ละ กำจัด ตัวตนออกไป ทุกศาสนาโดยแก่นแล้ว จะสอนแบบนี้…

และเราจะได้อยู่แต่กับสิ่งที่เรามีความสุขกับมันเท่านั้น ก็จะเลิกเกลียดตัวเองไปได้ค่ะ

โทษคนอื่นและสิ่งอื่น

ช่วงที่ใจพัง เราจะมองไม่เห็นตัวเอง และมักจะโทษคนอื่นและสิ่งอื่นว่าเป็นสาเหตุให้เราต้องเป็นแบบนี้ …

No ค่ะ จริง ๆ แล้วทุกอย่างเริ่มที่ความคิดและอารมณ์ความรู้สึกในตัวเราทั้งนั้น ทุกศาสนาจึงสอนให้หันมาขัดเกลาตัวเองก่อนเสมอ ถ้าใจเราไม่สะอาด เราจะเป็นพิษต่อสังคม จริงไหมคะ?

เปรียบเสมือนคนที่มีกลิ่นตัวแล้วไม่ดูแลตัวเอง แล้วออกไปที่สาธารณะ ก็สร้างความทุกข์ให้คนอื่น ๆ ฉันใด คนที่ไม่ขัดเกลาจิตใจตัวเองให้สะอาดและเมตตา ก็ไปสร้างความทุกข์ให้ผู้คนฉันนั้น

ตอนที่บีมพังมาก ๆ บีมจะโทษคนนั้น คนนี้ โกรธคนนั้น เกลียดคนนี้ เสมอ ๆ ทำไมเขาทำกับเราแบบนี้ ทำไมเราต้องโดนกระทำแบบนี้ด้วย คือ เราตั้งคำถามและไปมองสิ่งนอกตัวเราทั้งหมด

แต่ในวันที่สติมาปัญญาเกิด และเข้าใจเรื่องที่ว่า “เราคือพลังงานที่ทุกอย่างจะเป็นไปตามความคิดและความรู้สึกของเราในทันที” ซึ่งการแกว่งกระดิ่งลมของครูเก๋ วรารักษ์ ทำให้บีมเข้าใจตรงนี้ได้มาก ๆ เลยค่ะ และพบว่า เมื่อจิตเราสะอาดใสขึ้นจากการฝึกโยคะหัวเราะเป็นประจำและได้รับ Flower Essence จากดอกสุพรรณิการ์จากครูเก๋ คิดอะไรจะได้สิ่งนั้นเร็วมาก ๆ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ได้ต้องอาศัยปัจจัยเยอะแยะที่จะให้ดอกออกผลชัดเจน ก็จะได้รับทันทีเลยค่ะ ดังนั้น บีมจึงเข้าใจเรื่องนี้และมีสติตรวจสอบความคิด ความรู้สึกตัวเองสม่ำเสมอ ต้องรักษาฐานพลังงานบวกไว้ เพราะถ้าพลังเราบวก เราจะไม่มีทางคิดลบได้เลย ในทางตรงข้าม ถ้าเราเหนื่อย อดนอน ไม่ฝึกขอบคุณ ไม่ฝึกหัวเราะ ไม่ฝึก TRE ไม่กินอาหารดี ๆ ฟังเพลงลบ ๆ ฯลฯ ความคิดลบจะหลั่งไหลออกมาเป็นกระแสเลยค่ะ

ซึ่งคุณจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้เมื่อคุณเข้าใจเรื่อง การทดลองผลึกน้ำของ ดร.มาซารุ อิโมโตะ ที่ผลึกน้ำจะเปลี่ยนไปตามคำพูดหรือพลังงานที่ได้รับ และในตัวเรามีน้ำ 70% ดังนั้น เรารับพลังแบบไหนมา หรือ ใส่คำพูดแบบไหนให้ตัวเอง น้ำในร่างกายเราก็มีผลึกแบบนั้นล่ะค่ะ ก็จะส่งผลต่อทั้งสุขภาพและชีวิตในภาพรวมอย่างแน่นอน ใครยังไม่เคยดูเรื่องนี้ ดูคลิปนี้ของคุณฌอณ บูรณหิรัญ https://youtu.be/qQYJlHo3DHQ และ ของครูเก๋ วรารักษ์ https://www.facebook.com/KAYLannaBeauty/videos/2488728974784347/?t=30 ได้นะคะ

วิธีที่บีมใช้แก้ข้อนี้หลัก ๆ เลยก็คือ เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าตัวเองเร่ิมคิดลบกับสิ่งรอบตัว (มีสติรู้ตัว) บีมจะไปทำ TRE พูดภาษา Gibberish หัวเราะ ขอบคุณ grounding ซึ่งเป็นวิชาซ่อมตัวเองในการปรับพลังกระแสลบให้เป็นบวกและอยู่ในจุดสมดุลในตอนเช้าหลังตื่นนอน เป็นหลัก แล้วเสริมด้วยการมองพระอาทิตย์เวลาเช้าและเย็น การรับแสงอาทิตย์ 15-30 นาทีในช่วงก่อน 9 โมง (ความอุ่นและร้อนของดวงอาทิตย์จะทำให้เราอบอุ่น สบาย และมีพลังเพิ่มขึ้น) และการอยู่กับธรรมชาติ พอดีที่บ้านที่อยู่ตอนนี้ จะมีต้นไม้ สีเขียว นกเยอะมาก ๆ ด้านหน้าเป็นทุ่งนา มีลมพัดเย็นสบาย ก็จะอยู่เฉย ๆ อยู่กับปัจจุบัน เสพธรรมชาตินี่ล่ะค่ะ

การคิดบวก ไม่สามารถช่วยบีมได้มากนักค่ะ ทำแล้วก็ได้ผลชั่วคราว ซึ่งวิธีที่บีมทำอยู่ตอนนี้ได้ผลดีกว่าและยั่งยืนกว่ามาก เพราะ ทำแล้ว ของเก่าที่สะสมก็ทยอยออกไปทุกครั้ง ของใหม่ก็สะสมไม่ได้ ซึ่งพลังลบนี่ เราได้รับทุกวันล่ะค่ะ 555 มาจากสิ่งรอบตัวที่เราไม่รู้ตัว จิตใต้สำนึกเรารับทั้งหมดค่ะ ไม่ได้กรองอะไรเลย แม้ตาเราไม่ได้มองก็ตาม…เราเลยต้องรู้ตัวและหาวิธีเอาออกให้ได้ค่ะ

อีกวิธี ถ้าคนที่ฝึกสติ ฝึกภาวนา ฝึกสมาธิ ก็เพียงแค่รู้ตัว รู้ปัจจุบัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นเช่นนั้นเอง และเพิ่มการขอบคุณเข้าไปตบท้าย ก็น่าจะช่วยปรับพลังนี้ได้อยู่ค่ะ แต่สำหรับบีม การพูดภาษา Gibberish หัวเราะและ TRE ให้ผลเร็วกว่ามาก ๆ

และพอเราปรับพลังได้แล้ว เราจะมีกระแสสมดุลและบวกหล่อเลี้ยง ซึ่งในตอนนี้ เราเชื่อสิ่งที่ใจเราบอกได้ค่ะ อย่าไปฟังตัวเองตอนมีพลังงานลบหมุนเวียนเด็ดขาด นั่นเสียงซาตานแน่นอน!!!

และหันมาทบทวนตัวเอง ว่าเราคิดและรู้สึกอะไรที่ทำให้ชีวิตภายนอกมันเป็นแบบนี้ ก็แก้ที่ตัวเองก่อน

มันอาจต้องใช้เวลาที่จะรู้จักตัวเองให้มากขึ้น แต่มันเป็นทักษะ ที่เมื่อเราฝึกฝนแล้ว ย่อมทำได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถปรับสมดุลพลังและกลับเข้ามาในตัวเองได้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อเลือกทางบวกให้ตัวเองเดินต่อค่ะ เราจะไปต่อเองได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งใครเลย

สรุปส่งท้าย

หลัก ๆ แล้วอาการใจพัง จะมีประมาณ 3 ข้อ คือ

  1. เกลียดตัวเอง
  2. เกลียดคนอื่น
  3. โทษคนอื่นและสิ่งอื่นนอกตัว

ถ้าได้อ่านทั้งหมดแล้ว ลองหาเวลาเงียบ ๆ สำรวจตัวเองดูนะคะว่ามีอาการเหล่านี้ไหม ถ้ามีก็แก้เสียค่ะ พวกนี้คือ รากเหง้าของใจพัง ๆ และชีวิตพัง ๆ ยากลำบาก ไม่เป็นดังหวัง ที่เมื่อแก้ได้แล้ว มันจะเข้าสู่ความง่าย ความสุข ความเบิกบานในใจ ความรักและเคารพตัวเองและผู้อื่นจากหัวใจ การอยู่กับโลกได้อย่างไม่ทุกข์ ทุกข์แล้วเด้งกลับมาเป็นปกติได้เร็ว ไม่เวิ่นเว้อนาน ๆ ไม่ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังคาราคาซัง

บีมแบ่งปันจากประสบการณ์ซึมเศร้า 4 ปี และยังไม่รวมกับใจพัง ๆ ที่เป็นมาตั้งแต่เด็กและวัยรุ่นในเรื่องความรักยาวนานเป็นหลายสิบยี่สิบปี และปัญหาของเพื่อน ๆ ร่วมคอร์สที่มาซ่อมรากที่ครูเก๋ วรารักษ์ ค่ะ มันจะอยู่ในหลูบ ๆ ประมาณนี้ค่ะ ไม่หนีไปจากนี้

สำคัญที่สุดคือ กลับมารักและดูแลตัวเองให้ได้ก่อน เพราะ ความรู้สึก ความคิดของเรานั่นแหละ ที่เป็นตัวกำหนดชีวิตของเราค่ะ … และการที่เรามีความสุข ความเบิกบาน ก็จะทำให้โลกมีพลังสันติสุขเพิ่มขึ้นอีก 1 จุดด้วย รับผิดชอบตัวเองให้อยู่ในโซนบวกก็พอค่ะ คุณก็ช่วยโลกได้แล้ว … และยังจะส่งให้คนรอบข้างได้สัมผัสพลังดี ๆ รับพลังดี ๆ จากคุณได้ด้วยโดยไม่ต้องไปพูดสอนพวกเขาเลย เป็นให้เห็นเลยค่ะ … อันนี้ impact และช่วยโลกได้จริงแท้แน่นอน

และอย่าปล่อยให้มันดำเนินไปเรื้อรัง ถ้ามีสภาพจิตแบบนี้ ต้องงดการตัดสินใจเรื่องสำคัญไปก่อนทั้งหมด และบอกกับทุก ๆ คนว่ากำลังอยู่ในสภาวะที่ทำงานได้ไม่ปกติ ขอไปซ่อมตัวเองก่อน เมื่อกลับมาแล้วจะรีบจัดการให้ทั้งหมด เพราะ การทำอะไรลงไปในยามที่จิตพังแบบนี้ ทุกอย่างจะยิ่งแย่ไปทั้งหมดค่ะ

ถ้าป่วย ก็มาพักข้างสนามก่อน หายดีก็ค่อยเข้าไปเล่นใหม่ค่ะ … อย่าไปดันทุรัง เพราะตัวเองก็จะเจ็บมากขึ้น คนอื่นก็เป็นห่วง และถ่วงทีมโดยรวมด้วย …

ชีวิตก็แบบนี้ล่ะค่ะ เหนื่อยก็ออกมาพัก

หายเหนื่อยก็เข้าไปเดินต่อ …

ถ้าคุณรู้สึกว่าบทความนี้ดี แชร์ต่อได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเลยนะคะ เขียนจากใจค่ะ ไม่อยากให้ใครจบชีวิต ถ้าได้รู้ภาวะอาการใจพังและวิธีแก้แต่เนิ่น ๆ ค่ะ ยิ่งตอนนี้โลกก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ประเทศไทยก็หลายสิ่ง … ต้องดูแลรักษาใจให้ดีค่ะ แล้วเราจะผ่านมันไปได้เพื่อรอการเติบโตต่อไปในอนาคตได้แน่นอน 🙂

อย่าเลือกเส้นทางจบชีวิตเด็ดขาดค่ะ บีมผ่านจุดแบบนั้นมาแล้ว จะบอกว่า … ถ้าเรารักษาชีวิต รักษาพลังเอาไว้ได้ อดทด ฝึกฝนการละวาง ทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง พลังของคุณจะกลับมาเอง และหากคุณทำทุกอย่างถูกต้องตามที่ธรรมชาติเขาอยากให้คุณเป็น (คือมีความสุขและอิสระทางใจกลับมา) คุณจะได้รับการเสริมพลังเองค่ะ … อะไรยาก ๆ ก็ปล่อยมันไปเสีย อย่าไปแบกค่ะ … ก้าวข้ามความกลัว แล้วตัดสินใจตัดทีเดียว ผลลัพธ์คุ้มค่าค่ะ

รางวัลชีวิตจะเป็นของผู้กล้าทำสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.