หนี้ และ หลักแก้ปัญหาหนี้แนวองค์รวม (ตอนจบ)

Posted by

หลังจากงมหาวิธีแก้ปัญหาหนี้อยู่หลายปี (เริ่มขาดส่งค่างวดหลาย ๆ อย่าง ประมาณ ปี พ.ศ. 2558) พึ่งจะรู้ว่าจะออกมาจาก “เขาวงกตแห่งหนี้” ได้ถูกวิธีอย่างไร เมื่อประมาณเดือน ก.ย. 2562 นี่เอง ในบทความนี้ จะแบ่งปันถึงสภาพการณ์หลังจากที่ทุกอย่างเริ่มติดขัด ทั้งเรื่องเงินและเรื่องงาน ช่วงที่เผชิญปัญหาหนี้หนัก ๆ และเมื่อได้พบทางออกแท้จริงแล้ว มันเปลี่ยนไปอย่างไร เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับผู้ที่อาจกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เป็นหนี้นะคะ จะได้หลุดออกจากเขาวงกตเร็ว ๆ ไม่ต้องทรมานนาน ๆ

สิ่งที่บีมตกผลึกและคิดว่าสำคัญที่สุด ก็คือ ใจค่ะ … ใจต้องเป็นอิสระอยู่เหนือวัตถุก่อน อย่าให้เงินนำใจ ใจต้องเหนือเงิน และพลังชีวิตต้องมาก่อน แล้วทุกอย่างถึงจะตามมา

บทความนี้เขียนขณะที่ยังมีหนี้อยู่ แต่สิ่งที่ทำสำเร็จแล้วและนำมาแบ่งปันก็คือ การยกใจให้อยู่เหนือเงินและอยู่ในระดับที่นำพลังชีวิตกลับมาเดินต่อได้ เป็นจุดตัดสำคัญระหว่างคนที่เลือกจบชีวิตและคนที่จะเดินต่อจนพาตัวเองไปสู่อิสรภาพได้ และ หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้น ก็เป็นผลลัพธ์ที่เห็นชัดเจนจากการที่ได้ “จิตเป็นอิสระเหนือเงิน” ค่ะ ซึ่งสามารถอ่านเพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้เลยนะคะ

สภาพการณ์ก่อนมีปัญหา

บีมเป็นลูกค้า A+++ List ของธนาคารทุกที่ที่มีบัญชีค่ะ ด้วยความที่เครดิตดี ไม่เคยชำระขั้นต่ำ ถ้ารูดบัตร เดือนต่อไปชำระเต็มตลอด ไม่เคยขาดส่งค่างวด ไม่เคยติดค้างอะไรใครทั้งนั้น ยกเว้น หนี้การค้า ซึ่งมีเหตุปัจจัยรวมกันมากมายที่มีหนี้ตัวนั้นขึ้นมาโดยไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของเราที่จะมีหนี้ตัวนี้ เพราะ บีมเป็นคนที่ไม่ชอบมีหนี้ ไม่ชอบติดเงินใคร ถ้ามีก็จะรีบใช้คืน เพราะ ถ้าเป็นหนี้หรือติดค้างใคร จะรู้สึกไม่เป็นอิสระ จะไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้ เลยจะต้องเคลียร์ให้จบตลอด

สภาพหลังมีปัญหา

แต่พอช่วงที่ใจเราตก เพราะ ธุรกิจของเราก็ย่ำแย่มากในตอนนั้น จากหลายเหตุปัจจัย ทุกอย่างที่เลวร้ายก็เริ่มประเดประดังเข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่เกิน 1 ปีที่เริ่มขาดการชำระหนี้ คือ

  • ธนาคารที่เคยดูแลเราดีมาก ๆ พอเป็นหนี้และไม่ได้ชำระ ปฏิกิริยาของแต่ละที่จะแตกต่างกันค่ะ บางที่ก็ยังคุยกับเราดี ขอบอกชื่อว่าคือ UOB ค่ะ ธนาคารนี้คุยกับลูกหนี้ดีมาก ๆ วิธีการติดตามหนี้ของเขานั้นดีมาก สุภาพและยังให้เกียรติและให้ความช่วยเหลือเราดี แต่ก็มีความที่จะต้องปิดการชำระหนี้ให้ได้นั่นล่ะค่ะ แต่การคุยดี ๆ มันก็ทำให้เรารู้สึกดีค่ะ แตกต่างจาก K & S สองที่นี้ คือ … จากที่ดูแลเราดีมากกกก (ล้านตัว) พอไม่ชำระปุ๊บ ไม่แคร์​ ไม่สน ไม่ช่วยเหลือ ไม่อะไรทั้งสิ้น ไม่จ่ายก็ไปขึ้นศาล อะไรแบบนั้น … ต่อให้เราประวัติดีแค่ไหน เขาก็ไม่สนใจค่ะ และคุยไม่ดีเลย แต่ก็ไม่ได้ก้าวร้าวอะไร เพียงแต่ว่า เหมือนไม่แคร์เท่านั้นเอง (อันนี้เป็นช่วง ปี พ.ศ. 2558 นะคะ ตอนนี้ไม่รู้ปรับเปลี่ยนหรือยัง)
  • เริ่มมีจดหมายติดตามหนี้ จากฝ่ายกฏหมายที่ธนาคารจ้างให้ดูแลในส่วนงานติดตามหนี้ค่ะ ซึ่งจะมีหลายบริษัท มีจำนวนเงินที่เราค้างและลงท้ายว่า ถ้าไม่ชำระในกำหนดเท่านี้ ก็จะต้องถูกดำเนินการตามกฏหมาย ทำให้รู้สึกกลัวและกังวลมากกกก (ล้านตัว) เพราะเป็นยอดที่เราเคลียร์ไม่ได้ตอนนั้นค่ะ รายได้หดหายไปเยอะมาก ๆ จะใช้ประจำวันยังยากเลย ก็เครียดมาก ๆ
  • จากไม่เคยมีความคิดจะหยิบยืมใคร แต่เมื่อใจเราตก พลังเราตก และเมื่อไม่รีบหาความรู้มาแก้ไขปัญหา เราจะกลัว ไม่กล้า และพอเราใจตก เราจะรู้สึกด้อยค่า และทำให้เริ่มรู้สึกว่า “ต้องหยิบยืม” อีกนัยหนึ่งของความหมายนี้คือ เราไม่มีความสามารถในการหาเงินได้แน่ เราเลยคิดแบบนี้ค่ะ มาวิเคราะห์ตอนนี้ มันเป็นความรู้สึก “กลัว” ผลักดัน ซึ่งอันนี้แหละที่ทำให้เกิดเป็นปัญหาหนี้ระลอกใหม่ที่สร้างปัญหาหนี้ให้ลุกลามมากขึ้น ติดกับมากขึ้นสำหรับหลาย ๆ คน คือ ยืมเงินมาจ่ายหนี้ … เพราะกลัว … บางอย่าง
  • พอใจเราตก เราก็จะตัดสินใจผิดไปหมด และก็จะได้เจอคนที่มาเอาประโยชน์จากเราทั้งหมดเลยค่ะ ดูเหมือนจะดี ดูเหมือนจะช่วย แต่ไม่ใช่ จะเจอแบบนี้ทั้งหมด
  • สำหรับหนี้ที่หยิบยืมบุคคลหลังจากนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคุณแม่ที่ให้ความช่วยเหลือโดยตลอดค่ะ ทั้งที่เป็นช่วงที่ท่านใกล้เกษียณแล้ว แต่ด้วยความกลัวของเรา ใจตกของเรา ทำให้เราต้องรบกวนท่านตลอด และตัวบีมก็ยิ่งรู้สึกด้อยทุกครั้งที่หยิบยืมคุณแม่ เงินส่วนนี้ไม่ใช่น้อยค่ะ ถือว่ามากสำหรับข้าราชการคนหนึ่งเลยทีเดียว เป็น 7 หลัก
  • และหนี้ที่ติดบุคคลอื่น ๆ อันนี้ก็แล้วแต่เจ้าหนี้แต่ละคนค่ะ มีน้อยคนที่จะไม่ทวงเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ส่วนใหญ่ เขาก็มีความจำเป็นต้องใช้ เขาให้มาเพราะรักเรา เชื่อเรา แต่พอใจมันตก มันทำอะไรก็แย่ไปหมด มันคิดผิด ตัดสินใจผิดไปหมด ไม่มีเงินคืนเขา เขาก็ทวง ความรู้สึกจากคนรักก็เปลี่ยนไปค่ะ แต่ถ้าเขาเข้าใจ ก็คือ เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจนี่คือโกรธเราไปเลย …
  • เริ่มมองเห็น “ธาตุแท้” ของผู้คน และ เห็นเลยว่า ใครที่รักเราจริง ๆ ใครที่เห็นคุณค่าแท้จริงในตัวเรา อันนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นค่ะ มันทำให้เราดูคนออกมากขึ้นตั้งแต่นั้นมา และรู้ว่าเมื่อเรากลับมาแข็งแรงแล้ว ใครที่เราจะต้องดูแลให้ดีที่สุด และเข้าใจธรรมดาของคน ของโลก มันก็เป็นแบบนั้นแหละ ก็ปล่อยวาง ไม่ยึดติด คนที่เคยดีกับเรา สุดท้ายก็หวังผลเท่านั้น คนที่เหมือนไม่สนใจเรา แต่เขากลับช่วยเรามาก ๆ ตอนเรามีปัญหา … ตรงนี้ดีค่ะ ชอบมาก ช่วงแรก ๆ ก็รู้สึกโกรธคนที่ตีจากเราไปหรือพูดไม่ดีกับเรา แต่ภายหลัง ก็ให้อภัยทุกคน เพราะ แบกไว้ก็ทรมานใจตัวเอง แต่เราเลือกคนที่จะคบได้มากขึ้น มีคนที่เราคบน้อยลง แต่ว่าแต่ละคนที่เราคบเสริมพลังกันและกัน อยู่ด้วยแล้วสบายใจ และไม่พยายามทำให้ใครต้องมาชอบเราทั้งหมด รู้สึกอิสระมากขึ้นค่ะ และครอบครัวของเราก็รักกันมากขึ้นด้วย บีมตระหนักและสำนึกเลยว่า ครอบครัวรักเรามากที่สุดจริง ๆ ค่ะ ก่อนหน้านี้ก็คิดว่าเขาไม่รักเราเท่าไหร่ แต่พอเราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปี รู้เลยว่า ครอบครัวรักเราที่สุดจริง ๆ มีครอบครัวนี้แหละ เป็นพลัง…

สรุปสภาพการณ์ช่วง 4 ปี (พ.ศ. 2558 – กลางปี 2562)

รวมก้อนนี้ทั้งก้อน คือ ประมาณ 20 ล้าน

ขายบ้านที่กรุงเทพฯ ได้ช่วงแรก ๆ เคลียร์ออกไป 5 ล้าน

และทยอยเคลียร์นี้ยอดหลักหมื่นและแสนไปแล้วประมาณหนึ่ง

แต่ภายหลังได้หยิบยืมบุคคลมาลงทุนและชำระหนี้ รวมๆ แล้วก็ทำให้รวมอยู่ที่ราว ๆ ประมาณ 20 ล้านเท่าเดิมค่ะ 🙂

ต้องไปขึ้นศาลทั้งอาญา (เช็ค) และ แพ่ง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าพึงใจเท่าไหร่ เครียดค่ะ มันไม่ใช่ที่ที่น่าไปเลย แต่ก็ทำให้ได้ฝึกฝนจิตให้แข็งแรง ได้เรียนรู้ที่จะให้อภัย และได้เรียนรู้เคสอื่น ๆ ที่เป็นคดีความด้วย ทำให้เรารู้ว่า โลกนี้มีปัญหาก็เพราะมนุษย์ขาดความรักและการให้อภัยนี่แหละ จริง ๆ บางปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย แต่ไม่ยอมจบกัน ต้องมาขึ้นโรงขึ้นศาล ก็ได้เรียนรู้เยอะเลยค่ะที่นี่ แต่เป็นสถานที่ที่จะไม่ขอมาอีกเลยตลอดไป และขออย่าให้ใครต้องได้มาถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ

5 สาเหตุที่ทำให้อยู่ในเขาวงกตแห่งหนี้

  1. การไม่เข้าใจเรื่อง “ภายใน = ภายนอก” ตอนนั้นเราคิดว่า มันเป็น 2 ส่วนแยกกัน คือ เรื่องของความคิด จิตใจ แยกจากโลกที่เราเห็นภายนอก จับต้องได้ แต่จริง ๆ แล้ว มันเท่ากันเป๊ะเลยค่ะ ไม่มีผิดเพี้ยน ข้างในเราเป็นอย่างไร ข้างนอกจะเป็นแบบนั้นเลย แต่เราวุ่นวายกับการแก้ภายนอก เช่น จัดฮวงจุ้ย (รวมแล้วในส่วนนี้ก็หมดไปเยอะมากกับพวกดูดวง ฮวงจุ้ย บูชาพระ บูชาเทพ ฯลฯ อะไรที่คนอื่นทำแล้วว่าดี ก็ทำหมด แต่ไม่เห็นผลกับเรา) และไปยืมเงินมาชำระหนี้ คือ ไปแก้ข้างนอกหมดเลย ไม่สำรวจและแก้ภายในเลย เพราะเราไม่รู้ … ในตอนนั้น เราคิดว่าใช้สมองหาวิธีแก้ แต่จริง ๆ มันไม่ใช่ มันอยู่ที่ “ความรู้สึกภายในอย่างเดียว และความคิดในตอนนั้นที่เราไม่รู้ตัวว่า เรากำลังคิดอะไรข้างใน เพราะไม่เคยคุยกับตัวเอง ไม่เคยฟังตัวเอง ไม่จับความรู้สึกตัวเอง ไปโฟกัสข้างนอกหมด”
  2. การปล่อยให้ “ความกลัว” ผลักดัน บีมพึ่งมาตระหนักรู้ประมาณเดือน ก.ค. 2562 เห็นจะได้ ที่พึ่งเข้าใจว่า สิ่งที่ทำให้ชีวิตเราไม่ดีขึ้นจริง ๆ เสียที สิ่งที่ฉุดเราไว้ คือ ความกลัว … FEAR เลยค่ะ บีมรู้ดีว่า ตัวเองมีความสามารถ มีความรู้ มีหลายสิ่งที่คนที่สำเร็จเขามีกัน แต่…ความรู้สึกกลัวนี่แหละ ที่ฉุดรั้งไม่ให้บีมไปถึงฝั่งที่หวังเอาไว้ และกดศักยภาพตัวเองตลอดเวลาที่เป็นหนี้ที่ผ่านมา และนี่คือสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างที่คนเก่ง สำเร็จ และมีความสุข กับคนที่เก่งแต่ไม่สำเร็จและไม่มีความสุข … ความรู้สึกกลัวนี่ล่ะค่ะ แต่ว่าแต่ละคนกลัวอะไรที่แตกต่างกัน ต้องถามตัวเองว่า “กลัวอะไรอยู่” ใช้เวลานิ่ง ๆ เงียบ ๆ สบายใจ อยู่กับธรรมชาติ แล้วถามค่ะ ไม่ใช่ถามตอนใจตกและใจวุ่นวาย เพราะจะได้คำตอบที่ไม่ใช่ ไปผิดทิศทางแน่นอน บางคนอาจจะได้คำตอบเลย บางคนอาจต้องใช้เวลา ของบีมก็ไม่ใช่วันเดียวได้คำตอบว่ากลัวอะไร แต่ก็ถามตัวเองทุกวัน พอเรารู้แล้วว่าเรากลัวอะไร ก็ทำความเข้าใจมัน ส่วนใหญ่คนเราจะกลัวอะไรที่เราไม่รู้ กลัวอนาคตจะไม่ดี ฯลฯ เดี๋ยวจะบอกวิธีกำจัดตรงนี้ให้ต่อไปค่ะ
  3. ความรู้สึกขาดแคลนเกาะกุมภายใน ความรู้สึกนี้จะเริ่มเป็นเมื่อรายได้ขาดมือไปนาน ๆ จะใช้จ่ายเมื่อไหร่ก็ติดขัด รู้สึกไม่มี ไม่มี ไม่มี ตลอดเวลา อันนี้ก็จะโยงกับข้อ 1. ได้คือ ถ้าภายในรู้สึกขาด ข้างนอกก็จะขาดแคลนไปด้วย และโยงกับข้อ 2. คือ การที่เรารู้สึกกลัวบางสิ่งและกดศักยภาพตัวเองตลอดเวลา รู้สึกด้อยค่า ก็จะทำให้มองไม่เห็นโอกาสในการสร้างรายได้ ต่อให้มันอยู่ตรงหน้าแล้วก็อาจจะไม่เห็น เพราะรู้สึกไม่คู่ควร
  4. ไม่เรียนรู้เรื่องกฏหมายที่เกี่ยวข้องด้วยตัวเอง อันนี้ทำให้เรารู้สึกกลัว แม้เราจะปรึกษาทนายแล้วก็ตาม แต่การที่เราไม่รู้กฏหมายด้วยตัวเอง อาจทำให้เรารู้สึกไม่มั่นใจสักเท่าไหร่ ทนายบางท่านก็ดีมาก ๆ ให้คำปรึกษาเราโดยที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายเลย แต่บางท่าน ก็ทำเท่าที่ชำระเงิน ไม่สามารถช่วยเหลือนอกจากนั้นได้เลย
  5. ไม่เรียนรู้วิธีบริหารการเงิน จัดการการเงินให้ดี ตอนนั้นคิดถึงแต่ว่า จะหาเงินจากไหนเพื่อมาชำระหนี้ให้พอ ให้ผ่านไปได้ ให้จบ … แต่จริง ๆ แล้ว ทักษะที่สำคัญก็คือ การจัดระบบการเงินใหม่ทั้งหมด และต้องมีวินัยสูงมาก ๆ ถ้าเป็นสามีภรรยากัน ก็ยิ่งต้องคุยกันให้ชัดเจน ให้เคลียร์เรื่องนี้เพราะเกมการเงินนี้ ต้องเล่นกันเป็นทีมถึงจะชนะได้ และทุกคนต้องรับผิดชอบ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ต้องมีทิศทางไปทางเดียวกันเท่านั้น

5 หลักที่จะช่วยให้หลุดพ้นจาก “เขาวงกตหนี้” เร็วที่สุด

  1. สำคัญที่สุดคือ ต้องเข้าใจหลักที่ว่า “ภายใน = ภายนอก” ก่อน มันเท่ากันเป๊ะ ไม่มีผิดเพี้ยน ถ้าคุณกำลังมีปัญหาภายนอก เจอคนที่หลอกลวง เจอสถานการณ์ที่ไม่โอเค ให้รีบเข้ามาสำรวจภายในทันทีว่า เรากำลังคิดและรู้สึกอะไรอยู่ภายใน ให้กลับมาแก้ภายใน ให้เข้าสู่สมดุลและสงบสุข ให้เบิกบานจากภายใน แล้วค่อยถามตัวเองว่า จะแก้อย่างไร ห้ามถามในสภาพที่จิตว้าวุ่น สับสน ร่างกายเหนื่อยล้า คำตอบมันจะไม่ใช่ทางที่ใช่ มันจะยิ่งพาหลงทางค่ะ
  2. ตระหนักรู้ว่า “กำลังกลัวอะไร” ในสภาวะจิตที่สงบ สมดุล เบิกบาน ให้ถามตัวเองว่า มีอะไรที่กังวลและกลัวอยู่บ้าง ช่วยบอกที อย่าใช้สมองส่วนการคิด ไม่ต้องคิดเลยค่ะ มันจะผิดเพี้ยน แต่ปล่อยให้ภายในบอกคุณด้วยภาพที่ผุดขึ้นมา ช่วงแรก ๆ อาจจะยังสื่อสารกับตัวเองไม่ได้มากนัก แต่ถ้าฝึกฝนขัดเกลาจิตเป็นประจำให้ว่าง ให้โล่ง (แนะนำโยคะหัวเราะและอยู่กับธรรมชาติบ่อย ๆ ค่ะ เป็นวิธีที่ง่ายและช่วยได้มาก) เมื่อได้พบสิ่งที่กลัวแล้ว ลองถามตัวเองต่อว่า กลัวแล้วผลของชีวิตเป็นอย่างไร ทำไมเราต้องกลัวมัน ถ้าเราไม่กลัวชีวิตจะเป็นอย่างไร คุยกับตัวเองจนกระทั่งตกผลึกคำตอบของตัวเองออกมา ให้เลือกหนทางที่จะกำจัดความกลัวออกไปได้ และถึงแม้บางครั้งอาจจะยังกลัว แต่ถ้าทำแล้ว ผลลัพธ์จะได้อย่างที่เราต้องการ ก็ต้องทำ “ทำทั้ง ๆ ที่กลัว” พอได้ผลลัพธ์ก็จะหายกลัวไปเองโดยธรรมชาติ
  3. ฝึกขอบคุณทุกสิ่งที่ได้รับ จะช่วยกำจัดความรู้สึกขาดแคลนไปได้ดีมาก ๆ การที่เราฝึกขอบคุณอย่างน้อย 1 สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตก่อนนอนหรือตอนเช้า จะทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตเราช่างดีจังที่ได้รับสิ่งนี้ ช่วงที่เริ่มฝึกใหม่ ๆ เราอาจจะระลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวันที่อยากขอบคุณได้ยาก ถ้าไม่เคยฝึกมาก่อน แต่เมื่อทำทุกวัน เพิ่มจาก 1 ครั้งเป็น 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน เพิ่มจาก 1 สิ่งเป็นมากกว่านั้น สมองส่วนที่สแกนสิ่งแวดล้อม ก็จะเริ่มถูกรีเซ็ตใหม่ ให้เรามีสายตาที่มองเห็นแต่สิ่งที่ดี ๆ เท่านั้น และเราจะเริ่มรู้สึกขอบคุณได้ทุกสิ่งทั้งหมด อันนี้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนมากกับตัวบีม เพราะ ตอนที่เริ่มขอบคุณสิ่งใดก็ตาม จะได้รับสิ่งนั้นมากขึ้นโดยธรรมชาติ โดยไม่ต้องร้องขอ ขอบคุณน้ำดื่มที่มีให้ดื่มตลอด ก็เริ่มมีน้ำดื่มทุกที่ ไม่เคยขาด แม้จะเหลือน้อย แต่ก็ยังเหลือ ก็รู้สึกขอบคุณที่ยังมีให้เราดื่ม ณ​ ตอนนี้ แตกต่างจากตอนที่ไม่ขอบคุณ ก็จะรู้สึกว่า ขาดแคลนไปเสียหมด ทั้งน้ำ ทั้งอาหาร หรือ เรื่องเงิน ซึ่งก่อนหน้าขอบคุณ รู้สึกว่ามันมีไม่พอตลอด แต่พอเริ่มขอบคุณทุกบาททุกสตางค์ ที่ทำให้เรามีชีวิตรอดไปในช่วงปัจจุบันขณะนั้นได้ ก็สังเกตว่า เริ่มมีเงินเข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้คาดหวัง แต่มันมาเอง แต่ต้องมาจากการขอบคุณด้วยจิตบริสุทธิ์และสำนึกบุญคุณจริง ๆ เราได้รับมาเยอะมาก ๆ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราได้รับมาเยอะมาก ๆ จนรู้สึกเหลือเฟือ แต่ถ้าเมื่อไหร่ รู้สึกว่ามีเงินน้อย เหมือนจะไม่พอ วันนั้นก็จะไปขัดขวางกระแสเงินไหลเข้าจริง ๆ ค่ะ
  4. ควรเริ่มศึกษาข้อกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ลงเรียน อ่านหนังสือ หรือพูดคุยกับผู้ที่มีความรู้จริงเรื่องนี้ เพราะ มันจะช่วยกำจัดความกลัวไปได้ส่วนหนึ่ง พอเรารู้สึกกลัวน้อยลงหรือไม่กลัวแล้ว รู้แล้วว่าขั้นตอนมันจะเป็นยังไงต่อ เราจะสามารถวางแผนได้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ จะไม่เสียพลังไปกับความกลัวค่ะ ทำให้คิดอะไรสร้างสรรค์ ช่วยแก้ปัญหาได้มากขึ้น
  5. จัดการระบบการเงินอย่างเร่งด่วน อันนี้ต้องทำก่อนเลย เมื่อรู้สึกว่าการเงินเริ่มติดขัด อย่าปล่อยทิ้งไว้ อย่าเวิ่นเว้อ ให้รีบมาจัดระบบการเงินให้ดี ตรงนี้มีโค้ชสอนไว้หลายท่าน ก็ให้ลองไปศึกษาและเอามาปรับใช้กันดูค่ะ จะมีโค้ชหนุ่ม Money Coach และครูพี่ม้อค ธวัชชัย พืชผล เป็นสองท่านของเมืองไทยที่บีมเห็นว่าท่านเน้นสอนวิธีจัดการหนี้และบริหารการเงินส่วนบุคคล และการทำธุรกิจเพื่อกอบกู้ชีวิตขึ้นมาใหม่หลังจากเป็นหนี้ สำหรับบีมกับสามี วิธีที่ทดลองทำแล้วได้ผลดี ก็คือ พยายามหารายได้เพิ่ม + แบ่งรายได้ออกเป็นสัดส่วน ใช้ส่วนตัว (งบพัฒนาตัวเองอยู่ในนี้) การเรียนของลูก ชำระหนี้ ลงทุนกลับในธุรกิจ ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ประมาณนี้ค่ะ ซึ่งแต่ละคน แต่ละครอบครัว ก็ต้องไปกำหนดประเภทและสัดส่วนเอง และมีสมุดบัญชีสำหรับแต่ละอันไปค่ะ ไม่เอามารวมกัน)

สภาพการณ์ปัจจุบัน

หลังจากที่ได้จิตอิสระและพลังชีวิตกลับคืนมาแล้ว เราเอาความกังวลทิ้งไว้ แล้วโฟกัสไปที่ว่า จะต้องทำอะไรที่จะต้องทำจริง ๆ อะไรที่ทำให้เรามีความสุข อะไรที่ทำแล้วสบายใจ เราอยู่กับปัจจุบัน เพื่อจุดหมายปลายทางไม่ใช่การใช้หนี้ แต่เพื่อเอาเงินคืนทุกคนให้ครบแล้วเราจะได้มีอิสระเสียที มันให้ความรู้สึกที่ดีกว่ามาก ๆ มากกว่าการใช้คำว่า “ใช้หนี้” ค่ะ เรื่องของการเลือกใช้คำสื่อสารก็มีผลมาก ๆ ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะ ทำงานใช้หนี้ ชีวิตจะวุ่นวายมาก เป็นคำที่ทำลายทุกสิ่ง … เพราะเอาเงินนำ

ปัจจุบันนี้ บีมเน้นการดูแลตัวเองให้มีพลังดี ๆ ทุกวัน ทำงานที่ตัวเองมีความสุขและถนัดเป็นหลัก เอาเรื่องเงินไว้ก่อน ทำเรื่องที่ต้องทำ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับได้รับโอกาสดี ๆ จากคนที่เห็นความสามารถ เห็นคุณค่าของเราเพิ่มขึ้น เราทำงานเพราะเราชอบทำงาน โดยได้รับผลตอบแทนเป็นตัวเงินแลกเปลี่ยนกัน บางงาน อยากทำให้ฟรี อยากทำให้เพิ่มก็ทำ คือ เราเน้นความสุขในการทำงานของเราเป็นหลัก และ เน้นผลลัพธ์ของคนที่เขาเอางานมาให้เราทำ เอาเงินมาซื้อของเราค่ะ เป็นการตอบแทนเขานั่นเอง ซึ่งเป็นอะไรที่แตกต่างจากตอนที่เอาเงินนำมาก ๆ

บีมตั้งใจว่า จะต้องมีเวลากับลูก ๆ ให้มากขึ้น ก็ทำได้มากขึ้น เขาก็มีความสุขขึ้นจริง ๆ เขาสุข เราก็สุข

แม้การทำเช่นนี้ มันจะไม่ทำให้ผลลัพธ์เร็ว แต่ชีวิตปัจจุบันเรามีความสุข มันส่งเสริมพลังให้เราได้มากกว่า และตัวเราก็ไม่เป็นพิษภัยกับคนที่เรารักด้วย

ชีวิตของเราต้องสุขก่อนค่ะ เราจึงจะสามารถเดินต่อ แล้วหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยพื้นฐานใจที่แข็งแรงได้ โดยเราก็ตั้งใจว่าเราจะใช้เงินคืนให้ทุกรายครบทุกบาททุกสตางค์อยู่แล้วแน่นอน ซึ่งเราก็ต้องพยายามเจรจากับเจ้าหนี้บนพื้นฐานของความประนีประนอม ลองดูว่าจุดกลางที่รับได้จะอยู่ตรงไหน เราต้องมีพื้นฐานพลังงานที่ดีก่อน จึงจะสามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่ดีได้ ที่สำคัญก็คือ เราต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง ต้องพึ่งตัวเอง ต้องวางแผน และต้องมีวินัยสูงมาก ๆ ค่ะ ถ้ามีคู่ชีวิต ก็ต้องพยายามสื่อสารและไปทางเดียวกันให้ได้ ต้องช่วยกัน ต้องประสานกันให้ดี จึงจะสำเร็จได้ ถ้าแยกกันเล่น มีแต่ตายกับตาย สุดท้ายอาจถึงขั้นหย่าร้าง คนที่ได้รับผลกระทบคือ ลูก (ถ้ามี)​ เต็ม ๆ ค่ะ ถ้ายังไม่มีลูก ให้เลื่อนการมีไปก่อน … สงสารเขา แต่ถ้ามีแล้ว ก็ต้องพยายามมีสติมาก ๆ คิดถึงเขาตลอดถ้าจะตัดสินใจทำอะไรค่ะ ปัญหาการเงินคือส่ิงที่เราสร้าง ไม่เกี่ยวกับลูก ลูกไม่ใช่ภาระ เขามาเพื่อเสริมกำลังให้เราในยามท้อ ดังนั้น … คิดดี ๆ ก่อนทำอะไร เพื่อไม่ให้กระทบเขาค่ะ

สรุปส่งท้าย

จริง ๆ แล้ว การแก้ปัญหาหนี้ไม่ได้ยากค่ะ ที่มันยากก็เพราะเราไม่แสวงหาความรู้และข้อมูลเพิ่มเติม ขาดการสำรวจตัวเองและขาดการวางแผนที่ดี มันเป็นผลจากการที่เราบริหารการเงินผิดพลาดในอดีต หรืออะไรก็ตามที่อาจจะทำให้เราเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว (เพราะบางคนก็เป็นหนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ แต่ต้องมาชำระแทนคนที่ก่อ) ขอแค่จำไว้ว่า มันเป็นเพียงเกมเกมหนึ่ง ที่ถ้าเมื่อไหร่เราอยู่ในสนามแล้วเรามองไม่ออกว่าต้องเล่นอย่างไร ก็ต้องออกมานั่งดูนอกสนามก่อน มาดูตัวเองในฐานะบุคคลภายนอกเกมก่อน พอเห็นแล้วว่าจะต้องเล่นอย่างไรให้ชนะ ก็ค่อยลงไปเล่นใหม่

สำคัญที่สุด ที่อยากจะบอกก็คือ ต้องกล้าทิ้งทุกอย่าง … ทิ้งหัวโขน ทิ้งภาพลักษณ์ อันนี้จำเป็นมาก ๆ ค่ะ ยอมรับความจริง และกล้าเผชิญหน้ากับปัญหา ขอบคุณและให้อภัยมาก ๆ บริหารเงินให้ดี มีวินัยสูง ร่วมมือกับคู่รัก เดินไปในทิศทางเดียวกัน เติมความรักให้กันเยอะ ๆ แล้วมันจะผ่านไปได้ค่ะ และต้องขอบคุณและให้อภัยเจ้าหนี้ด้วยค่ะ เพราะ เขาเองก็ให้โอกาสเราเยอะอยู่เหมือนกัน ลองทบทวนดี ๆ ค่ะ เรายังใช้ชีวิตได้เป็นปกติโดยที่เขาก็ยังไม่ได้เงินคืนจากเรา ก็ถือว่าเขาช่วยให้เรายังมีชีวิตต่อไปได้ เจ้าหนี้และคนที่ใจร้าย ก็ทำให้เราได้ฝึกฝนเรื่องการให้อภัยด้วย … ให้เราสามารถมีหัวใจที่จะรักได้อย่างแท้จริง คือ ถ้าเรามองเป็นโอกาสของการเติบโต มันก็ได้ทุกมุมค่ะ อยู่ที่เรามอง และเราจะเติบโตจากตรงนี้ไปเยอะมาก ๆ ถ้าเราก้าวข้ามและผ่านมันไปได้ ขอให้เชื่ออยู่อย่างเดียวค่ะว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะรักเรา ไม่อยากให้เราเดินผิดทาง อยากให้เราไปทางที่ถูกต้อง ขอให้เราเปิดใจ ยอมรับความจริง ฝึกฝนการขอบคุณ ความรัก การให้อภัย การวางแผน การมีวินัยทำให้สำเร็จ เป็นอริยทรัพย์ที่จะสร้างการเติบโตภายนอกอย่างแท้จริงได้ในอนาคต

วันนี้บีมยังมีภาระหนี้ให้จัดการต่อไป จำนวน 20 ล้านนี้ล่ะค่ะ พร้อมกับคำสั่งยึดทรัพย์ที่อยู่อาศัยปัจจุบันด้วย (บ้านนี้อยู่ในทำเลที่ดีมาก บรรยากาศดีมาก พลังงานดีมาก บีมรักมากค่ะ และอยากให้คนที่รักเขามาซื้อต่อ ไม่อยากปล่อยให้คนที่จะมาทำลายเขา ใครสนใจจะซื้อก็แจ้งมาได้ค่ะ จะได้ให้รายละเอียดค่ะ :)) แต่เพราะละทิ้งทุกอย่างแล้ว ใจเราเป็นอิสระ แต่เรายังรับผิดชอบทุกสิ่ง อยู่กับความจริง พร้อมเผชิญหน้าทุกอย่าง วิธีคิดก็เหมือนแก้เรื่องสิวเรื้อรัง จะไปเร่งไปรีบ ก็ไม่ได้ ปัญหามันเรื้อรังมานาน พึ่งจะเจอทางออกที่ใช่ไม่นานมานี้ เพราะใจเราพึ่งเป็นอิสระ พึ่งมีปัญญา และมองเห็นแล้วว่า ที่ได้ปรับใหม่ ทำใหม่ มันถูกต้องแล้ว แค่ทำต่อไปค่ะ ปรับแผนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ

สำคัญที่สุดคือใจค่ะ … ใจต้องอยู่เหนือวัตถุ และต้องให้อภัยทุกสิ่งที่เกิดขึ้น การให้อภัยและการรักคนที่ทำร้ายเราได้คือการตัดโซ่ตรวนแห่งการฉุดรั้งชีวิตที่ดีที่สุดค่ะ

สำหรับบีมในวันนี้ … บีมกลับขอบคุณทุกอย่างที่จัดสรรและตบให้บีมมาเดินเส้นทางที่ถูกต้อง ทำให้ค้นพบอริยทรัพย์ภายในที่แท้จริง ตอนนี้เหลือแค่เดินต่อไปในเส้นทางนี้ และ ชำระหนี้ให้ครบทุกบาททุกสตางค์ เพื่อเป็นอิสระอย่างแท้ทรู …

เป้าหมายของบีมในวันนี้ ไม่ได้อยากรวยค่ะ เพราะเราอยู่ในกระแสของความมั่งคั่งโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เรามีแสงอาทิตย์ทุกวัน ดินก็ปลูกพืชกินได้ มีอากาศหายใจโดยไม่ต้องซื้อ มีอาหาร มีน้ำที่เพียงพอเสมอ… มีเงินเพียงพอเสมอในทุก ๆ สถานการณ์ชีวิตที่ทำให้เราผ่านไปได้ บีมต้องการอิสระในชีวิตกลับคืนมา …

การเป็นหนี้ สำหรับบีมคือ การไม่มีอิสระค่ะ

บีมต้องการแค่อิสระกลับคืนมาเท่านั้น … ซึ่งเราจำเป็นต้องชำระหนี้ให้หมด นั่นคือความตั้งใจค่ะ 🙂 ซึ่งคุณจะต้องสื่อสารกับเจ้าหนี้ทุกรายให้เข้าใจให้ได้ว่าคุณไม่ได้หนีไปไหน และคุยกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุก ๆ คนค่ะ ต้องอาศัยความรัก ความกล้า การให้อภัย ความเข้าใจ เจ้าหนี้ก็จะได้เงินคืน เราก็จะได้เป็นอิสระในท้ายสุดอย่างแน่นอน … แถมมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้แน่นอนค่ะ (ยกเว้นแต่ว่า จะกลับไปทำเหตุซ้ำเดิมอีก ซึ่งอย่าเลยค่ะ)

สุดท้ายนี้ ขออวยพรให้ทุกคน “มีจิตอิสระเหนือวัตถุทั้งหมด” นะคะ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาทุกอย่างบนโลกใบนี้ค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.