33 สิ่งที่ได้เรียนรู้และเติบโตในปี 2562 (สู่ผิวใสและการเงินที่ดีขึ้น)

Posted by

ในแต่ละปี คนเราทุกคนก็จะมีสิ่งที่ได้ประสบพบเจอมากมาย มีทั้งสุข ทุกข์ ปะปนกันไป สำหรับบีมแล้ว ปีนี้เป็นปีที่มีการเติบโตทางจิตวิญญาณสูงมาก ที่เหมือนอยู่ในสภาวะ “ได้เกิดใหม่” ตั้งแต่ประมาณช่วงต้นเดือนกันยายน 2562 เป็นต้นมา และค้นพบ “ความหมายของชีวิต” มากขึ้นว่า “มันคืออะไร” และค้นพบว่า ตัวเองมีทิศทางชีวิตที่ชัดเจนและมีพลังขึ้นมากในเดือนธันวาคมนี้ และดูเหมือนว่า ชีวิตจะอยู่ในสภาวะที่เป็นอิสระมากขึ้นจากโลกวัตถุ เบาขึ้น สบายขึ้น แม้จะมีปัญหาที่เราจะต้องแก้ไขอยู่ แต่เราลุกขึ้นมาได้เร็วและมีพลังมากกว่าที่ผ่านมาหลาย ๆ ปีอย่างมากมาย บีมคิดว่ามันมีประโยชน์ที่จะแบ่งปันในเว็บบล็อกนี้ เพราะ มันเกี่ยวกับการ “หลุดพ้น” จากปัญหาสิวเรื้อรังด้วย ผู้ติดตามบล็อกและกำลังจะติดตามบล็อกอยู่ จะได้รับประโยชน์ไปไม่มากก็น้อยค่ะ

บีมจะเขียนถึงชีวิตในภาพรวมเลยนะคะ โดยลิสต์ออกมาเป็นข้อ ๆ เท่าที่จะคิดออกได้ตอนที่เขียนอยู่นี้ จะไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะเรื่องสิวอย่างเดียว แต่การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดและสิ่งที่ได้เรียนรู้ในปีนี้ ทำให้หลุดจากปัญหาสิวเรื้อรังอย่างแท้จริงเลยค่ะ และปัญหาผิวเสียหายเรื้อรังที่แก้มก็ได้รับทางออกโดยที่ยังไม่ได้ไปเลเซอร์แล้วเช่นกัน

  1. สิวชนิดเรื้อรัง มีความเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับ “สภาวะความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก” คือ เรียกได้เลยว่า เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นภาพสะท้อน และมีแหล่งกำเนิดพลังงานมาจากความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึกที่ตกค้างอยู่ในกายและจิต
  2. ทำให้บีมนึกไปถึงคำสอนของหมอเขียว ดร.ใจเพชร มีทรัพย์ ประมาณว่า “จิตป่วยเป็นเหตุแห่งโรคทั้งปวง” ก็ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า “จิตคือต้นกำเนิดของทุกสิ่ง”
  3. ดังนั้น เราจะแก้ไขปัญหาสิวเรื้อรังหรือชีวิตภายนอก เราก็ต้องไปเริ่มที่ “จิต” มันคือสิ่งที่มองไม่เห็น แต่มันมีอยู่ และเกี่ยวกับภาพชีวิตที่เรามองเห็นโดยตรง แบบเท่ากันเป๊ะ ๆ
  4. ชีวิตของคนคนหนึ่ง สะท้อนคุณภาพของจิตภายในอย่างตรงไปตรงมา ผิวของคนก็เช่นกัน เพราะมันเท่ากันเป๊ะ ๆ แม้คนคนนั้นจะไม่ต้องพูดอะไรเลย เราก็สามารถเห็นจิตและพลังงานภายในของเขาได้ผ่านสิ่งที่เขาแสดงออกมาให้เห็นทั้งหมด
  5. ดร.บรูซ ลิปตัน พูดไว้ในคลิปเลคเชอร์กลุ่มแพทย์นี้ https://youtu.be/82ShSNuru6c และบีมจำได้ขึ้นใจว่า “ภาษา คือ สิ่งบิดเบือนความจริง” สิ่งที่แท้จริงและตรงไปตรงมาของมนุษย์คือ สนามพลังงาน (Energy Field) ของมนุษย์ ซึ่งท่านได้ยกตัวอย่างว่า กวางจะต้องวิ่งหนีเสือ เพราะมันรับรู้ได้ถึงสนามพลังที่คุกคาม และมนุษย์ก็เป็นอย่างนี้โดยธรรมชาติ แต่พวกเรามองข้ามความจริงข้อนี้ไป แล้วไปฟังคำพูดแทน ซึ่งภาษาของมนุษย์ คือ สิ่งที่ปกปิดและบิดเบือนความจริง ทำให้มนุษย์มีปัญหา เพราะ ทำอะไรที่ไม่ตรงไปตรงมากับสิ่งที่เป็นจริง ๆ ข้างใน
  6. บีมดูคลิปนี้หลังจากผ่านการบำบัดจากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง นักดนตรีบำบัดพลังงานบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมรากชีวิต โดยเน้นไปที่การซ่อมสิ่งที่มองไม่เห็นทั้งหมดในระดับพลังงานและจิตใต้สำนึก ด้วยวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่เรียบง่ายแต่ได้ผลจริง ๆ ซึ่งทำให้บีมได้เข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับบีมมากขึ้นอีกมาก ๆ
  7. ข้อมูลที่ฟังจาก ดร.บรูซ ลิปตัน สอดคล้องกับของครูเก๋ทั้งหมดและอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์และควอนตัมฟิสิกส์ได้แน่นมาก ๆ ทำให้บีม “เชื่อมั่น” ในเรื่องพลังงานอย่างมากและลองนำมาปรับใช้กับทุกด้านของชีวิต และมันก็เกิดผลเช่นนั้นจริง ๆ ซึ่งในฐานะของผู้ที่พึ่งฝึกใช้วิชา ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้แรงมาก แต่ก็มากพอและถี่พอที่จะทำให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งมากขึ้นและมีความเชื่อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่ใครก็ไม่อาจสั่นคลอนได้ เพราะเห็นผลกับตัวเองชัดเจน
  8. การที่ได้เรียนคอร์สประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะ เป็นสิ่งที่เปลี่ยนวิธีมองโลกไปอย่างสิ้นเชิงและทำให้บีมมีวิธีและภูมิต้านทานต่อสภาวะความเครียดจัดจากปัญหาการเงินได้อย่างดีมาก ๆ
  9. บีมตกผลึกตั้งแต่ในคอร์สว่า “โยคะหัวเราะเป็นปรัชญาและวิธีปฏิบัติที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง” เป็นนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ ที่มันยุ่งยาก วุ่นวาย มนุษย์แก้ยังไงก็ไม่หาย แก้ตรงนี้ ก็เกิดปัญหาตรงนั้น การฝึกโยคะหัวเราะ คือ เราสามารถเป็นจุดหนึ่งในโลกที่ “ง่าย” ในความยากของโลกใบนี้ เมื่อฝึกต่อเนื่อง มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานและเซลล์สมองของเรา เป็นความทรงจำที่ฝังในจิตใต้สำนึกของเราไปโดยอัตโนมัติ คือ พลังงานและความทรงจำเกี่ยวกับ “เสียงหัวเราะ ความรัก อิสรภาพทางใจ และความสุขแบบง่าย ๆ”
  10. ที่สำคัญและดีมาก ๆ เลยก็คือ เรารู้สึกว่า เราสามารถปลดปล่อยตัวเองสู่ความเป็นอิสระจากภายในได้เลยทันที เพราะปกติแล้ว บีมรู้ว่า การหัวเราะจะช่วยให้เรามีความสุขแม้ในขณะหนึ่งได้ ซึ่งก่อนที่จะรู้จักโยคะหัวเราะ บีมจะต้องดูรายการขำ ๆ ทุกวัน ต้องเปิดดู YouTube หาคลิปเดี่ยวไมโครโฟนมาดู ดูซีรี่ย์เป็นต่อ หลัก ๆ ก็ดูอยู่แบบนั้นมาเรื่อย ๆ เวลาที่เครียดและอยากหัวเราะหรือรู้สึกเบา แต่พอมาฝึกโยคะหัวเราะ มันคือ การหัวเราะด้วยตัวเองที่ไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรเลย แถมการหัวเราะของเรายังสามารถส่งต่อความสุขให้เพื่อน ๆ ได้อย่างง่าย ๆ ด้วย ทำให้บีมรู้สึกดีมากว่า หลังจากนี้เราไม่ต้องดูอะไรแล้ว เราก็มีความสุขได้ด้วยตัวเอง มันเป็นอะไรที่ดีมากนะคะ เหมือนเราเป็นอิสระจริง ๆ ซึ่งบีมมั่นใจว่า มนุษย์ทุกคนแสวงหา “อิสระ” ค่ะ ไม่ใช่เงินหรอก … อันนี้มันให้ได้จริง ๆ 100% ที่ศาสตร์พัฒนาตัวเองที่เคยเรียนมาทั้งหมด ไม่เคยให้ประสบการณ์และการหยั่งรู้นี้เลย
  11. หลังจบคอร์ส จะต้องมาหัวเราะต่ออีก 40 วันเพื่อให้มันฝังลงไปในจิตใต้สำนึก ซึ่งบีมเองที่ฝึกตอนนั้นแบบจริงจัง เพียงเพราะว่า บีมอยากจะกลับมาหัวเราะเหมือนตอนเป็นเด็กได้อีกครั้ง บีมอยากมีความสุขง่าย ๆ บีมอยากมีพลังและหัวใจดวงเดิมกลับมา บีมเชื่อว่า โยคะหัวเราะจะช่วยบีมได้ เพราะ บีมได้เรียนรู้จากในคอร์สที่เป็น workshop ร่วมกับเพื่อน ๆ ที่มีปัญหาหนักหน่วงมากมาย ทุกคนจบได้ในคอร์สเลย มันเห็นชัดเจนในทุก ๆ คอร์สและทุก ๆ ครั้งที่ได้ร่วมกิจกรรมที่ครูเก๋จัดการบำบัดและกับตัวเอง จึงตั้งใจมาฝึกต่อเนื่อง
  12. ฝึกได้ไม่ถึง 40 วัน แต่ก็เกือบ ๆ 1 เดือนที่ฝึกต่อเนื่องกันแทบจะทุกวัน ช่วงแรก ๆ ทำทั้งหมด ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง แต่ก็ได้อะไรเยอะเลยค่ะ ตอนนี้ใช้เวลาเพียงไม่เกิน 15 นาทีก็กลับสู่สภาวะสมดุลและเบาได้แล้ว ไม่ต้องนานขนาดนั้น
  13. และช่วงที่รู้สึกเครียดและกดดันสุด ๆ คือ นัดที่จะต้องไปศาลต้นเดือน กันยายน 2562 เป็นนัดที่เครียดมากที่สุดในชีวิต แถมมาป่วยช่วงสิ้นเดือนอีก ตอนนั้นจำได้ว่า นอนอยู่บนเตียงในสภาพที่อ่อนแรงสุด ๆ แล้ว น้ำตาไหลลงมาไม่หยุด จนมันหยุดไหล แล้วเราก็ปล่อยตัวเองนอนเฉย ๆ ไปแบบนั้นแหละ ในสภาพที่เหมือนจะตายตอนนั้น ภายในที่ฝึกไว้ดีแล้ว ที่บีมมั่นใจว่าเป็นเพราะฝึกโยคะหัวเราะจนเป็นกระแสวิ่งในตัวเอง เป็นส่วนหนึ่งในตัวเองไปแล้ว มันทำให้เราไม่ดิ่งจนถึงจุดจบชีวิตตัวเอง แต่มันมีเสียงข้างในบอกเราว่า “ช่างมันเถอะ ถ้าจะตาย ก็ขอตายไปด้วยเสียงหัวเราะก็แล้วกัน ไม่ขอแบกอะไรทั้งนั้นแล้ว จะเป็นอะไรก็ช่างมันเถอะ ขอปล่อยแล้วทุกอย่าง” ซึ่งมันเป็นสภาวะจิตช่วงที่ได้ฝึกกับครูเก๋ช่วงเข้าคอร์ส จะมีช่วงกิจกรรมที่หัวเราะพร้อมการไล่เรียงถึงสภาวะเกิดแก่เจ็บตายแล้วเกิดใหม่ และ การที่เราได้มาฝึกเองต่อเนื่องอีก บีมเชื่อว่า “มันช่วยบีมไว้” ณ ตอนนั้นจริง ๆ แล้วหลังจากนั้น “เหมือนเด็กเกิดใหม่” รู้สึกเหมือน เราผ่านความเครียด ความเจ็บปวด ความมืด ตอนที่เราคลอดจากท้องแม่มา ตอนนั้นเราคงรู้สึกแบบนั้นแหละ แต่พอออกมาแล้ว เราก็มีชีวิตใหม่ ได้หายใจในอีกรูปแบบหนึ่ง รู้สึกโล่ง​ โปร่ง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  14. และอีกสิ่งหนึ่งที่ดีมาก ๆ ที่ได้ทำให้บีมเร่ิมพบกับปาฏิหาริย์ชีวิตหลาย ๆ อย่างและได้เข้าใจเรื่องการทำให้ปรากฏขึ้น (manifestation) และกฏแรงดึงดูด ที่แหวกม่านหมอกของความสงสัยเรื่องนี้มานานได้ 100% ก็คือ การได้พบกับน้องโอ้ง ผ่านการแนะนำของสามีซึ่งอยู่ในกลุ่มนักธุรกิจที่เชียงรายเหมือนกัน น้องโอ้งประสบความสำเร็จจากการศึกษาเรียนรู้จากหนังสือ The Secret และ อีก 2-3 เล่ม เกี่ยวกับกฏแรงดึงดูด และเอามาใช้งานจริงจนเกิดผลลัพธ์จริงกับชีวิต โดยไม่ได้เรียนกับโค้ชที่ไหนเลย คือ ตรงจากหนังสือที่อ่านหลาย ๆ รอบแล้วเอาไปทำเท่านั้น ดังนั้น ความเข้าใจของเขาคือจะตรง ไม่ถูกบิดเบือนโดยความเข้าใจของกลุ่มโค้ชที่อาจไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้จริง ๆ แล้วนำไปสอนและใช้ผิดวิธี เขาสอนบีมอย่างตั้งใจถ่ายทอดมาก ๆ และบีมก็ได้รับการบ้าน workshop มาทำด้วย ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ “ขอบคุณ” และ “สำนึกรู้คุณ” โดยตรง เพราะนี่คือพื้นฐานของการ “ได้รับ” ค่ะ มีแบบฝึกที่เราต้องทำ 28 วัน แต่บีมทำได้ครึ่งทางเพราะช่วงกลางเดือนเริ่มมีงานเข้ามามาก แต่ก็พบว่า การที่เรามีความเห็นถูกต้องและปฏิบัติถูกต้องเกี่ยวกับ “การสำนึกรู้คุณ” ทำให้เรา “ได้รับจริงๆ” รับมาแบบง่าย ๆ สบาย ๆ แบบปาฏิหาริย์กันเลยทีเดียว … แต่มันต้องมีองค์ประกอบของความไม่เครียดอยู่ด้วยนะคะ ดังนั้น เมื่อทำร่วมกับโยคะหัวเราะ จึงมีประสิทธิภาพมาก ๆ บีมจึงฝึกโยคะหัวเราะก่อนแล้วค่อยมาสำนึกรู้คุณ … ได้ผลเกิดคาดค่ะ
  15. ทำให้บีมเรียนรู้และกระจ่างแจ้งว่า … เราจะได้รับสิ่งต่าง ๆ เหมือนการอวยพรจากฟ้าหรือพระเจ้าก็ต่อเมื่อ เรารู้จักถ่อมตัวลง เลิกคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่คับฟ้า เราต้องสำรวจและระลึกดูดี ๆ ว่า ที่ผ่านมาตลอดทั้งชีวิตนี้ เราได้รับอะไรมาจากใครแล้วบ้าง … เรามีชีวิตอยู่ได้ด้วยการให้ของธรรมชาติและสิ่งอื่น ๆ ต่างหากค่ะ เราเพียงคนเดียว ไม่สามารถรอดมาได้ถึงวันนี้แน่นอน …
  16. การถ่อมตัวแบบนี้ ทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับและหลอมรวมกับพลังงานของธรรมชาติได้มากขึ้น การรู้สึกได้รับอย่างมากมาย และการขอบคุณสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เงิน 120 บาทในกระเป๋า น้ำดื่มที่เหลือ 1/3 ของขวด ที่เราเคยรู้สึกว่า เรามีน้อย เรามีไม่เคยพอ … ถ้าเราลองมองดี ๆ และฝึกขอบคุณจนมันเป็นส่วนหนึ่งในกระแสในตัวเราเหมือนการหัวเราะแล้ว เราจะพบว่า โชคดีมากแค่ไหนที่มีเงินและน้ำจำนวนนี้อยู่เพื่อเราตอนนี้ เพื่อเราจะไปต่อยังจุดต่อไปของชีวิตได้ …
  17. ซึ่งจริง ๆ แล้ว ทุกขณะของชีวิต เราได้รับเสมอเพื่อไปต่อ … จึงกลับมาเข้าใจเรื่องการอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งชีวิตคือการที่อยู่แบบ จุดต่อจุด กันแบบนั้นเลย …
  18. ทำให้บีมเลิกคิดวุ่นวายไปไกล และ เลิกสนใจอดีต ได้มากขึ้น อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ซึมซับช่วงเวลาแห่งปัจจุบัน อยู่กับคนตรงหน้าได้มากขึ้น ได้ยินเสียงหัวเราะของลูกชัดเจนขึ้น รู้สึกถึงความรักและหัวใจของผู้อื่นเพิ่มขึ้น ความสุขมันอยู่ตรงนั้นแหละ
  19. และยิ่งเราฝึกแบบนี้ ก็ยิ่งได้รับแบบไม่ได้ขอมากขึ้นเรื่อย ๆ บีมรู้สึกขอบคุณทุกครั้งที่เห็นน้ำ ที่แม้จะเหลือไม่ถึงครึ่ง ก็ขอบคุณตลอด และพบว่า มีน้ำดื่มปรากฏให้เห็นจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยอัตโนมัติ
  20. เลยลองเอามาใช้กับเรื่องเงินที่มีปัญหาอยู่ว่ามันติดขัดและไม่ flow เท่าที่ควร ก็พบว่า เมื่อเรารู้สึกดีและขอบคุณเงินจำนวนน้อย ๆ ได้ เราจะยิ่งได้รับมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
  21. ในทางกลับกัน เมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึกไม่ดีกับเงินที่มี รู้สึกมีน้อย รู้สึกขาด เมื่อนั้นก็จะพบว่า เรื่องเงินก็ติดขัดตีบตันตามไปด้วยแบบเห็นผลทันที ไม่ต้องรอเวลาเลยค่ะ ทันทีเลย เพราะ พลังงานภายใน = สิ่งที่ปรากฏภายนอกเป๊ะ ๆ
  22. จากการได้เรียนรู้และฝึกฝนทุก ๆ เรื่องที่บอกไป ทำให้บีมเข้าใจ “กฏของธรรมชาติ” เกี่ยวกับเรื่องเงิน ความมั่งคั่ง ชีวิต ปัจจุบัน ฯลฯ คือ มันไขคำตอบได้หมดเลย และเราก็ฝึกฝนตัวเองให้ปฏิบัติไปตามนั้นได้มากขึ้นก็พอ เพราะ กฏก็คือกฏ มันเป็นอย่างนั้นตลอดเวลา ไม่มีวันเปลี่ยน การที่เราทำตามกฏ มันก็ย่อมได้ผลอย่างนั้น แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการที่ฝืนกฏ มันก็จะไม่ได้ผลอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
  23. เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ใจก็เลยสบายขึ้น ก็เริ่มมีพลังและสติปัญญาในการแก้ปัญหาต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ
  24. และสิ่งหนึ่งที่ทำอย่างจริงจังมาได้สัก 1 เดือนกว่าแล้ว คือ การอธิษฐาน การพูดคุยกับพลังบริสุทธิ์ในตัวเราเอง ทำให้บีมได้พบคำตอบที่ชัดเจน และเมื่อนำมาปฏิบัติแล้ว ก็ยิ่งเสริมพลังชีวิตให้แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกอย่างมันชัดเจนขึ้นทั้งหมด และรู้สึกว่า เราไม่กลัว และในสภาวะที่ปราศจากอารมณ์กลัว ความคิดสร้างสรรค์มันจึงจะเกิดขึ้นได้ และพบว่า “ถ้าเราชัดเจน สิ่งที่ได้รับก็จะตรงกับที่เราต้องการมากเท่านั้น” แต่ถ้าเราไม่ชัด มันก็มาแบบสะเปะสะปะ เป็นไปตามที่เรามีอยู่ภายในอย่างตรงไปตรงมาไม่ผิดเพี้ยนค่ะ
  25. ซึ่งเมื่อบีมอยู่ในสภาวะเชิงบวกในตอนนี้ ทำให้เข้าใจและเห็นภาพชัดเจนว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บีมมีชีวิตอยู่ในอารมณ์เชิงลบตลอดเวลา มีความกลัว โกรธ เกลียด วิตกกังวล เป็นพื้นฐานของชีวิตเลย ก็ไม่แปลกเลยว่า … ทำไมชีวิตถึงไม่ดีขึ้นเสียที เจอใครที่คิดว่าน่าจะช่วย น่าจะใช่ ก็ไม่ใช่ ทุกอย่างมันบิดเบือนไปหมด เมื่อเราให้ความกลัวนำชีวิตเราอย่างไม่รู้ตัว
  26. ยิ่งความกลัวไม่มีเงินนี่ ตัวร้ายกาจที่สุดค่ะ ทำลายชีวิตของเราไปอย่างมากมายเลย และยิ่งทำให้ตกเป็นทาสของเงิน จนความสุขในชีวิตที่อยู่ตรงหน้าถูกมองข้ามไป … ทำลายหัวใจคนรอบตัวไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และก่อความวุ่นวายให้ครอบครัวไม่สิ้นสุด เพราะ “กลัวไม่มีเงิน” และ “กลัวหลาย ๆ อย่าง” ในตอนนั้น
  27. เมื่อเรา “ไม่กลัว” เรามีพลังที่มาจากภายในของเราเอง จากรากแท้ ๆ ของเราเอง สติปัญญามันจึงจะเกิด ซึ่งถ้ายังกลัวอยู่ รากยังไม่ซ่อม จะไปสะกดจิตกี่สำนัก จะเรียนกี่โค้ช ก็ไม่รับประกันว่าจะรอดได้ค่ะ
  28. ที่ดีที่สุดที่เราจะแก้ปัญหาได้จริง ๆ คือ เราต้องกลับมาดูตัวเอง แก้ที่ตัวเอง แก้ที่ภายใน คุยกับตัวเองให้มาก ๆ ต้องเข้าใจตัวเอง เพราะ เราต้องแก้โลกภายในของเราก่อน แก้ที่พลังงานก่อน ทำให้มันโล่ง ๆ ว่าง ๆ ปราศจากอารมณ์ใด ๆ แล้วอธิษฐานกำหนดให้ชัดว่า ชีวิตต้องทำอะไรต่อ ให้ภายในนำเราไป เลิกใช้สมองส่วนตรรกะมนุษย์คิด ให้ปัญญาภายในนำไปค่ะ
  29. หลาย ๆ คนก็จะมีคำถามว่า ถ้าไม่ใช้สมองคิด จะไปต่อยังไงล่ะ? บีมก็เคยมีคำถามนี้ค่ะ แต่บีมได้คำตอบแล้ว ขอแบ่งปันแบบนี้นะคะ ช่วงที่บีมมีปัญหาเยอะ ๆ บีมก็จะใช้วิธีแบบมนุษย์ทำ คิดไปตามความเข้าใจและตรรกะของเราในตอนนั้น ซึ่งจากจุดที่จิตเป็นอิสระนี้ แล้วมองย้อนไปยังจุดที่จิตเป็นทาสของความกลัวและเงินในตอนนั้น บีมก็เข้าใจได้เลยว่า ที่การใช้สมองมนุษย์ในช่วงที่เราเป็นทาสของความกลัวและอยู่ในพลังลบ มันจะคิดลบและทำให้เราเห็นเฉพาะสิ่งลบ ๆ ค่ะ แม้เราจะพยายามสะกดจิตตัวเอง ปรับบวก แค่ไหน แต่ถ้ารากของเราคือพลังงานลบมันยังอยู่ เราไม่สร้างเสียงหัวเราะและพลังงานบวกเข้าไปล้างมันออกไป มันก็ได้ผลแค่ชั่วคราว ให้เราดีใจเล่น ๆ แป๊บ ๆ แล้วเราก็จะไม่ได้รับผลลัพธ์อะไรต่อเนื่องเลย คือ ถ้าเราจะคิดด้วยสมองมนุษย์ ให้ใช้คิดตอนมีพลังบวกเท่านั้น ตอนที่เราอารมณ์ปลอดโปร่งจากพลังลบ ตอนที่เรากำลังสบายและมีความสุขภายในจริง ๆ แล้วคิดตอนนั้น มันจะได้ผลลัพธ์บวกออกมาค่ะ
  30. และสมองมนุษย์นี้ ใช้คิดเฉพาะวิธีการทางโลกก็พอ เช่น ทักษะทางโลกต่าง ๆ แต่ถ้าเป็นทิศทางชีวิตว่าจะไปทางไหน อย่างไรต่อ ให้ “หัวใจที่มีความสุขและอิสระ” นำไปแทนค่ะ มันต้องเดินไปแบบนี้ ถึงจะได้ผลค่ะ และยั่งยืนด้วย ไม่ต้องไปเสียเวลาร่ำเรียนวิชาอะไรเลย ถ้าวันนี้ยังอยู่กับตัวเองและเข้าใจตัวเองไม่ได้ … ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยค่ะ เราค่อยเรียนเมื่อเรารู้จักตัวเองแล้วว่าเราต้องการอะไรเพิ่มบ้าง ก็ค่อยไปต่อยอดค่ะ แต่ต้องรู้จักรากตัวเองเสียก่อน … ซ่อมให้หายพังก่อน กลับมายืนบนรากให้มั่นคง แล้วถึงจะเติบโตได้
  31. อ้อ … และอีกส่วนที่จะต้องพูดถึงก็คือ บีมได้เรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ TRE หรือ การบริหารเพื่อขจัดความเครียดและความเจ็บปวดที่ฝังลึกเมื่อต้นเดือน พ.ย. 62 ที่ผ่านมา ทำให้บีมตกผลึกว่า อะไรที่เราเป็นนั้น มันไม่ได้แปลว่าเราผิดปกติอะไร มันเป็นเพียงแค่ เราไม่รู้วิธีการเอาความเจ็บปวดชนิดนี้ออกไปเท่านั้นเอง ต้องไปจัดการที่ระบบประสาทค่ะ มันก็จะดีขึ้นได้ ซึ่งศาสตร์จิตใต้สำนึกมันไปซ่อมตรงนี้ได้ช้า ทางตรงก็คือ ไปแก้ที่ระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง ความเครียดต้องแก้ที่ “กล้ามเนื้อ psoas” ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อหลักที่รับและจัดการกับความเครียดของร่างกายและจิตใจ และแก้ที่ก้านสมอง ที่เป็นส่วนที่ความเจ็บปวดชนิดฝังลึกจะถูกเก็บไว้ การทำ TRE คือทางตรงสู่กลไกของการปลดปล่อยสองสิ่งนี้โดยธรรมชาติค่ะ ด้วยการสั่นออก
  32. ความรู้นี้ ช่วยปลดล็อคเราจากความรู้สึกผิดต่าง ๆ และความรู้สึกที่หลอกหลอนเรามา เมื่อเราฝึกไปเรื่อย ๆ มันจะค่อย ๆ กำจัดพวกนี้ออกไปโดยที่เราไม่ต้องเข้าใจอะไร แค่มีสติรู้ตัวตลอดระยะเวลาของการ “เคลียร์ออก” ก็พอ ก็พบว่า ความเครียดที่รับมาในแต่ละวัน สามารถถูกกำจัดออกได้ง่ายดายในเวลาเพียง 15 นาทีต่อการทำ 1 ครั้ง และความเจ็บปวดที่ฝังลึก ค่อย ๆ จางหายไปเอง และไม่ค่อยมีผลกระทบต่อความรู้สึกมากเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป บางอย่างก็ระลึกความรู้สึกลบอีกไม่ได้เลย
  33. สุดท้าย จากผลรวมทั้งหมดของสิ่งที่ทำมาโดยตลอดปีนี้ ก็ทำให้บีมได้พบกับ ดร.ทักษิณาร์ ซึ่งมีสิ่งที่บีมได้พยายามอธิษฐานขอมาเสมอ คือ ขอให้ปัญหาสิวเรื้อรังแนวกรามหายขาดและขอให้ผิวที่แก้มกลับมาเป็นปกติให้ได้มากที่สุด แม้บีมจะยังไม่ได้ไปทำเลเซอร์ (เพราะยังไม่ได้จัดสรรงบสำหรับส่วนนี้ เนื่องจากต้องจัดสรรที่มีไปสำหรับเรื่องที่สำคัญกว่าก่อน) บีมได้ทดลองตัวยาสมุนไพรของท่านตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม และได้เริ่มทดลองใช้น้ำมันสมุนไพรทาผิว ก็พบว่า ตอบโจทย์บีมทุกข้อจริง ๆ ค่ะ ผิวกลับมาเหมือนปกติมาก ๆ แล้ว ซึ่งตอนนี้ ระบบภายในก็ปล่อยให้มันระบายสิ่งตกค้างออกไปให้หมดค่ะ แต่สิวแนวกรามไม่ขึ้นเหมือนก่อนแล้ว ตอนนี้กำลังเคลียร์ไปออกที่หลังส่วนล่าง ซึ่งใกล้จะหายหมดแล้ว

สรุปส่งท้าย

ในปี 2562 นี้ บีมได้รับโอกาสดี ๆ ในการเข้าถึง “ความหมายของชีวิต” โดยเรียนรู้ผ่านปัญหาและความทุกข์ที่ได้รับ ดังที่ท่าน ว.วชิรเมธี ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ความทุกข์ คือ ปุ๋ยแห่งการเติบโต” บีมรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ ค่ะ ชีวิตที่จะผ่านความทุกข์ได้นั้น ต้องยอมปล่อยทุกอย่าง แล้วเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ และสิ่งที่จะทำให้เรามีชีวิตที่ดีกลับมาได้นั้น คือ หัวใจอิสระและเบิกบาน เหตุปัจจัยที่ได้นำพาบีมมาสู่สภาวะที่ดีขึ้นที่หลุดพ้นจากสภาวะเชิงลบภายในได้ก็คือ

มันตอกย้ำความจริงที่ว่า เมื่อเราสร้างเหตุถูก ผลลัพธ์ก็จะถูกต้อง และชีวิตก็จะค่อย ๆ ผลิบานตามที่เรารดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยด้วยความรักได้ค่ะ

โยคะหัวเราะ TRE การสำนึกรู้คุณ การใช้หัวใจอิสระและความรักนำทาง ความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่น ความชัดเจนของชีวิต การอธิษฐาน การถ่อมตัว การยอมปล่อยทั้งหมดเพื่อเริ่มใหม่ การให้อภัย

ให้ความรักนำทางชีวิตค่ะ … นั่นคือ สิ่งที่ตกผลึก … สำหรับปี 2562 ที่อยากแบ่งปันค่ะ

สุขสันต์วันคริสต์มาสและสวัสดีปีใหม่นะคะ ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่าน ได้รับพรประเสริฐ เป็นความรัก ความสุข เสียงหัวเราะ มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง สมบูรณ์ ตั้งแต่นี้จนตลอดไปค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.