สรุป 9 วิชาที่ต้องเรียน เพื่อ อยู่รอด อยู่ดี มีสุข ในโลกยุค 2020 เป็นต้นไป

Posted by

โลกยุค 2020 เป็นต้นไป จะยกระดับพลังงานขึ้นมาอีก ความเทา ๆ จะไม่มีแล้ว ขาวกับดำ จะแยกกันอย่างชัดเจน และ มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก เพราะ ทุกสิ่งจะไหลไปมาได้เร็วขึ้น เนื่องด้วยความเป็น “ออนไลน์” และ การเชื่อมต่อกันด้วยอินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงขึ้นเรื่อย ๆ และเทคโนโลยีที่พัฒนาให้เร็วขึ้นเร็ว ๆ และ มีปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ พนักงานประจำมีโอกาสถูกปลดจากงานมากขึ้นครั้งละมาก ๆ จากการใช้ระบบ BOT และ AI และข่าวสารที่ท่วมท้น โค้ชสอนที่หลากหลายแนว การค้าข้ามพรมแดนที่ต้นทุนและเทคโนโลยีดีกว่าของคนไทยทำเอง การบริหารประเทศระดับนโยบายที่ล้มเหลว ตามไม่ทันยุคสมัย ความสิ้นหวัง ท้อแท้ และจิตใจที่วิปริตจึงเพิ่มขึ้นมากมาย แต่…บีมมองเห็นทางออก ทางรอด ที่เป็นทางที่ตัวเองเดินมาและกำลังจะเดินไป โดยเรียนรู้จากประสบการณ์หนี้ 20 ล้านของตัวเอง การก้าวผ่านภาวะโรคซึมเศร้า และการเป็นคนหนึ่งที่ทำงานอิสระ ทำงานบนออนไลน์ การเลี้ยงลูกเอง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา บีมอยากแบ่งปันว่า บีมมองเห็นว่าการได้เรียนรู้อะไรที่โรงเรียนไม่ได้สอนในหลักสูตร แต่เป็นทางรอดของพวกเรา คนตัวเล็ก ๆ ทุกคนในยุคนี้ และ จะตั้งหลักได้ใหม่ อยู่ด้วยใจเป็นสุข ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายมากมายค่ะ

คำหลักของ “ความรอด อยู่ดี มีสุข ในยุคใหม่” คือ จิตวิญญาณอิสระ อาชีพอิสระ (ฟรีแลนซ์) ภาษา การสื่อสาร การเป็นหนึ่งเดียวในโลก การรู้จักตัวเอง การตัดออก โดยวิชาที่จะส่งเสริม 3 สิ่งนี้ให้เกิดขึ้นมีดังนี้

  1. ภาษาอังกฤษ เป็นขั้นต่ำ นี่คือ จำเป็นและสำคัญมาก และทักษะขั้นต่ำที่ต้องได้ คือ อ่านและฟัง นั่นคือ ทักษะที่ TOEIC วัดผลค่ะ และเป็น 2 ทักษะที่ใช้ในการรับข้อมูลภาษาอังกฤษ ซึ่งมีข้อมูลที่มากกว่า กว้างกว่า ลึกกว่า ล้ำกว่า ฐานข้อมูลภาษาไทยไปมาก ๆ ชีวิตบีมที่ทำงานอิสระแล้วพัฒนามาได้เรื่อย ๆ เพราะ ได้ภาษาอังกฤษ การอ่านอยู่ในระดับดีเยี่ยม การฟังอยู่ในระดับดี ค่ะ เท่านี้ก็รอดแล้วระดับหนึ่งแน่นอน เพราะโลกยุคใหม่ ต้องการองค์ความรู้ใหม่ ๆ ซึ่งคนไทยไม่ค่อยทำไว้ ไม่เหมือนต่างชาติ มีเยอะมาก และถ้าเรามีความรู้ดี ๆ จากต่างประเทศ เราสามารถนำไปมาเป็นไอเดีย มาประยุกต์ กับความเป็นรากเหง้าของเรา งานของเราก็จะมีความแตกต่างจากคนไทยที่ไม่ได้รับข้อมูลของต่างประเทศมาเพิ่มค่ะ นี่คือข้อดีมาก ๆ คือ ได้สร้างสรรค์อะไรที่แตกต่างจากการที่ไม่ได้ภาษาอังกฤษ เพราะ มีองค์ความรู้มาใช้มากกว่า และเราจะรู้เทรนโลก เราจะไปไกลกว่าคนที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษค่ะ ซึ่งหาคนแปลภาษาได้เท่ากับเจ้าของภาษาเลย มีไม่มาก อ่านแล้วงงก็เยอะ เพราะ การแปลต้องมีความรอบรู้ในองค์ความรู้นั้น ๆ ด้วย ไม่ใช่แค่ว่ารู้ภาษาอังกฤษแล้วจะแปลได้ดีค่ะ สู้เรารู้เอง อ่านเองดีกว่า เชื่อเถอะค่ะว่า การอ่านต้นฉบับ ฟังต้นฉบับ ดูหนัง soundtrack ได้อารมณ์สนุกกว่ากันเยอะ และถ้าได้ภาษา ก็มีโอกาสที่จะเติบโตในงานอิสระที่ทำจากที่บ้านได้ด้วย เพราะเราจะมีความรู้ใหม่ ๆ มาใช้หรืออัพเดทแฟน ๆ ของเรา (ถ้าทำช่อง YouTube เว็บไซท์ ฯลฯ ของตัวเองนะคะ) ดังนั้น ภาษา จะนำพาสู่ความ “อิสระของชีวิต” ได้ค่ะ
  2. บริหารจัดการเงิน พอเราทำงานอิสระ ต้องบริหารเงินให้เป็น ต้องรู้เงินเข้า เงินออก ชัดเจน ต้องรู้วิธียื่นเสียภาษี รู้ว่าจะทำอย่างไรให้มันงอกเงย โดยไม่ตกเป็นทาสของเงิน เราต้องนำเงิน มันก็คือสิ่งหนึ่งที่เหมือนอาหาร เหมือนน้ำ ที่เรามีตามเหตุปัจจัยที่เราสร้าง เราให้ เราก็ได้มา ได้มาก็ใช้ให้พอในงบที่เรามี อย่าไปใช้เกิน แล้วเอามาลงทุนในการเรียนรู้ทักษะวิชาที่จะเหลาเราให้แหลมคมขึ้น เอามาทำประโยชน์ให้สังคม คือ เอามาทำให้เราเติบโตจากภายใน แทนที่จะซื้อวัตถุภายนอก ตรงนี้ ใช้หลักของ Minimalize คือ การตัดสิ่งไม่จำเป็นออกให้มากที่สุด ให้เหลือแค่ ใช้ในวันนี้ได้ก็พอ ที่ไม่ใช้ ก็ให้คนอื่น เพราะ จริง ๆ แล้วชีวิตมันก็เป็นอยู่ขณะต่อขณะ อย่าไปสะสมเยอะค่ะ ทำแบบนี้ จะลดหนี้ กำจัดหนี้ได้เร็ว เป็นอิสระได้เร็วขึ้นด้วย ไม่ก่อหนี้ใหม่ให้ช้ำใจและติดกับดักด้วย
  3. รู้จักจุดแข็งของตัวเอง อันนี้สำคัญมากกกก สำหรับยุคใหม่ค่ะ เพราะ รูปแบบการทำงานของพวกเราชาวมนุษย์ในอนาคต จะเป็นแบบนี้ค่ะ สิ่งที่เป็นงานซ้ำ ๆ เป็น routine บริษัทเขาจะเอาเทคโนโลยีมาใช้แทน เพราะเขาอยากจะลดต้นทุน เหมือนที่เราเห็นว่าเดี๋ยวนี้คนไปธนาคารจริง ๆ น้อยลง แต่ใช้แอพมากขึ้น ใช้ Bot ตอบมากขึ้น หรือในภาคผลิตในโรงงาน เขาก็จะลงทุนในเทคโนโลยีมาทำงานแทนคนมากขึ้น ดังนั้น มนุษย์ที่ทำงานที่ AI ทำแทนได้ ต้องฉุกคิดแล้วค่ะว่า แล้วงานอะไรที่มนุษย์จะยังทำได้ และรูปแบบที่ผู้ประกอบการ (บีมอยู่ในแวดวงผู้ประกอบการ จะพอทราบปัญหาและความเปลี่ยนแปลงค่ะ) ใช้เพิ่มขึ้นคือ ไม่จ้างพนักงานประจำ แต่จะหา outsource และ ฟรีแลนซ์เก่ง ๆ ที่ทำงานให้เขาได้เลย ไม่ต้องมานั่งสอน นั่งเทรนกันใหม่ เพราะเดี๋ยวนี้ มันต้องเร็ว ไม่มีใครอยากเทรนเด็กใหม่แล้ว และไม่มีใครอยากมีต้นทุน fixed คือ ต้นทุนที่ต้องจ่ายทุกเดือนเป็นเงินเดือนค่ะ การจ้างฟรีแลนซ์หรือ outsource ที่เก่งและเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ คือ เทรนที่เขาเลือกใช้ การจ้างงานมีน้อยลงแน่นอนสำหรับรูปแบบบริษัท แต่งานที่ต้องใช้คน คือ งานบริการ งานศิลปะ การเขียน คือ เป็นอะไรที่ต้องผลิตจาก “ความเป็นมนุษย์โดยเฉพาะ” จะยังต้องใช้คนต่อไป ดังนั้น จึงจำเป็นและสำคัญมาก ที่คุณจะต้องรู้ว่า “จุดแข็งคุณคืออะไรบ้าง” และเหลาให้แหลมคม แล้วประกาศมันออกไป ทำงานให้ดี และคุณจะมีคนตามหาค่ะ นั่นคือปณิธานของบีมเมื่อ 10 ปีที่แล้วคือ ฉันจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิวแนวธรรมชาติ และ ก็จะมีคนมาตามหาฉันเอง เพื่อมาหาวิธีแก้เรื่องนี้ และสิ่งนี้ ก็ทำให้บีมมีอาชีพต่อยอดมาอีก และเป็นแบรนด์ที่มั่นคงติดตัวมาถึงทุกวันนี้ และทรัพย์สินนี้ก็เป็นของเราเพียงผู้เดียว ที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดโปรเจ็คอื่น ๆ ได้เพิ่มเติม นี่คือ ความมั่นคงที่แท้จริงในยุคนี้ คือ แบรนด์ตัวเราเองที่แท้จริง
  4. ป้องกันความซึมเศร้าและขจัดความเครียด เป็นวิชาที่จำเป็นและสำคัญมากไม่แพ้วิชาอื่น เพราะ ตามที่บีมบอกไว้ คือ มันไม่มีเทา ๆ แล้ว มันจะเป็นขาวและดำที่ชัดขึ้น ดังนั้นการขาดสติ ความตระหนักรู้ ขาดหัวใจแห่งรัก ซึ่งเป็นปัญหาของคนยุคนี้ ที่พ่อแม่ประมาณ 80% ทำงานเป็นหลัก ด้วยการอยู่ในวังวนแห่งปัญหาการเงิน ลูก ๆ ขาดความรัก ความอบอุ่น เป็นปัญหาในทุกระดับฐานะ และเด็ก ๆ ก็ได้เชื่อมกับอินเตอร์เน็ตตั้งแต่ยังเล็ก มันไม่เหมือนยุคทีวี ยุคทีวีก็ว่าแย่แล้วที่เด็ก ๆ ดูละครมากมายที่เนื้อหาสอนอะไรผิด ๆ (บีมเป็นหนึ่งในการเชื่อคำสอนในละครไทยมากมาย โดยไม่รู้ตัว ชีวิตแย่ตอนโต) พวกนี้จะนำพาไปสู่ปัญหาโรคซึมเศร้า การทำร้ายตัวเอง การทำร้ายผู้อื่น การฆ่าตัวตาย เด็กวัยรุ่นท้อง แม่เลี้ยงเดี่ยว การหย่าร้าง การทำแท้ง จิตใจผู้คนที่อ่อนแอ จะถูกชักจูงให้ไปสู่ทางมืดได้ง่ายและเร็วจากอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อกัน และ ระบบอัลกอริทึ่มของระบบกูเกิ้ลและเฟสบุ๊ค จะส่งสิ่งที่คนคนนั้นมองหา คลิก สนใจ มาให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไปทางขาว ก็จะเจอแต่ขาว ถ้าไปทางดำ ก็จะเจอแต่ดำ มันจะไปลึกขึ้นเรื่อย ๆ ๆ ๆ และแวดล้อมด้วยสิ่งเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว คนจะรู้สึกหมดพลัง อ่อนแอ ทำอะไรไม่ได้ อดทนไม่ได้ ยั้งใจไม่อยู่ ทำผิดไม่รู้สึกอะไร ดังนั้น การเรียนรู้วิชาที่จะปกป้องตัวเองและกำจัดความเครียด ความซึมเศร้า โดยไม่พึ่งยา เช่น โยคะหัวเราะ TRE (Tension & Trauma Releasing Exercise) การออกกำลังกาย และ การดูแลสุขภาพ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นอนหลับให้ลึก คือวิธีดูแลกายใจนี้ให้ปราศจากพลังเครียด และ การเสริมความแข็งแรงทางจิตใจด้วยการยึดเหนี่ยวในคุณธรรมอย่างเหนียวแน่น การเดินบนหนทางที่ถูกต้อง ที่แต่ละศาสนาได้สอนเอาไว้ จะช่วยให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของภาวะซึมเศร้า ทำผิดศีลธรรม และการฆ่าตัวตายได้ และยังอยู่แบบมีความสุขได้ เพราะ การทำเช่นนี้ จะได้พบแต่คนพลังงานดี ๆ แวดล้อม เรามีพลังงานแบบไหน เราก็จะอยู่กับวงพลังงานแบบนั้น ดังนั้น หันมาโฟกัสที่ตัวเองก่อน ให้ตัวเองมีความสุขก่อน แล้วเราก็จะเจอชีวิตและคนที่ดี ๆ เอง (ประสบการณ์ตรงของบีมด้วยค่ะอันนี้)
  5. ธรรมชาติบำบัด เป็นวิชาที่ต้องรู้ จำเป็นและสำคัญ เพราะ ปัญหาทุกวันนี้ มันเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจและแก้ไขได้ด้วยกำลังของมนุษย์ เราจำเป็นต้องอยู่กับธรรมชาติ ศึกษาธรรมชาติให้มากขึ้น ใกล้ชิดธรรมชาติให้มากขึ้น ใช้ชีวิตอยู่แบบวันต่อวัน ลมหายใจต่อลมหายใจ ต้องเป็นคนไม่มีอนาคตให้ได้ คือมีแค่ตอนนี้เท่านั้นให้ได้ เราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลในทันที เป็นอิสระจากความคิดทั้งปวงทันที เราต้องรู้ว่า อาหารจะรักษาเราอย่างไร เราต้องรู้ว่า เมื่อฤดูกาลเปลี่ยน จะต้องปฏิบัติอย่างไร ปรับสมดุลอย่างไรตามแนวธรรมชาติ ถ้าเราอยู่ในพลังงานธรรมชาติ เราจะรอด แต่ถ้าเราฝืนธรรมชาติ เราจะป่วย เป็นโรคที่ไม่รู้สาเหตุ เป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ และตายไปในที่สุด หรือไม่ก็อยู่แบบทรมานใจทรมานกาย เพราะ จักรวาลนั้นยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ และเป็นผู้สร้างมนุษย์ เขามีกฎของเขา มีวิถีของเขา ที่มนุษย์ต้องสังเกตและเดินตาม ก็จะรอดและปลอดภัยค่ะ
  6. วิชาออนไลน์ ออนไลน์เป็นดาบสองคม ถ้าใช้ดี ๆ และอยู่ในวงพลังงานที่ดี เชื่อมต่อกับคนดี ๆ ใช้ทำแต่สิ่งดี ๆ ชีวิตจะไปได้ดี แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าใช้ในทางที่ไม่ดี มันก็ให้ผลกลับกัน ดังเราจะเห็นตัวอย่างว่า มีคนใช้หาคู่ หาแฟน แล้วโดนล่อลวงไปกระทำไม่ดี หรือ ไปเสียชีวิต นั่นเป็นภัยที่น่ากลัวมากที่ต้องระวัง ที่บีมพูดถึงคือ ใช้ในด้านดี ซึ่งบีมได้ใช้ช่องทางนี้สร้างชีวิตแบบจริงจัง เริ่มเมื่อปี 2552 (ก่อนหน้านั้น ก็คุ้นเคยมาตลอดอยู่แล้วตั้งแต่มัธยมค่ะ เพราะชอบเรียนวิชาเกี่ยวกับ IT โปรแกรม และอินเตอร์เน็ต) เพราะเป็นช่วงที่กลับมาาอยู่ที่ อ.พาน จ.เชียงราย เพื่อมาดูแลคุณยายที่กำลังป่วยติดเตียงในตอนนั้น และ ช่วยแบ่งเบาภาระคุณแม่ด้วย ไม่มีคอนเน็คชั่นหรืออะไรเลย แต่มีทักษะการเขียน ภาษาอังกฤษ และอินเตอร์เน็ต ก็เริ่มจากตรงนั้น สร้างบล็อก เขียนหนังสือ เผยแพร่ในออนไลน์ จนมีธุรกิจของตัวเอง ก็ยังใช้ออนไลน์เป็นหลักอยู่ในการทำการตลาด ใช้เผยแพร่ความรู้ สร้าง community ความรู้ในวิชาการตลาดออนไลน์ คือ สิ่งจำเป็นมาก ๆ ในยุคนี้ค่ะ แต่เราต้องทำออฟไลน์ไปคู่กันด้วย คือ บีมก็ไม่ได้ทำ E-Book หรือ โพสต์แค่ในออนไลน์อย่างเดียว ก็ต้องทำหนังสือแบบเล่ม จัด workshop เพื่อพบปะกับแฟน ๆ ตัวจริงไปด้วย แต่สำหรับการเริ่มต้น คนที่มีต้นทุนไม่มาก หรือ กำลังมีหนี้ที่ต้องจัดการ การให้อะไรที่เรามี โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีแก้ปัญหาที่เป็นประโยชน์และมีผู้สนใจมาก ก็จะช่วยให้ตั้งหลักได้ เพราะมันไม่ต้องใช้เงินทุนสูงเหมือนการเปิดร้าน และเป็นจุดเริ่มของการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนให้ตัวเราเองค่ะ ก็จะเห็นว่ามีหลายคนที่โตมาจาก YouTube เขาทำอะไรที่เขารักอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ก็สำเร็จไปหลายคนเลย ที่มาแต่ละคนก็คือคนธรรมดา แต่เขารักในสิ่งที่เขาทำ มีคนสนใจดูเนื้อหานั้น ๆ และเขามีวินัยทำต่อเนื่องค่ะ
  7. พระคัมภีร์และคำสอนของศาสนาต่าง ๆ อันนี้จำเป็นและสำคัญมาก เพราะ ยุคนี้มีคนตั้งตัวเป็นผู้สอนเยอะไปหมด หลักคิดหลายอย่างก็บิดเบี้ยวไปมาก ทำให้คนเหลือแต่ซากชีวิตก็เยอะ ถ้าเราพบกับผู้ที่ปฏิบัตตรงกับคำสอนในพระคัมภีร์ได้ก็โชคดีไป แต่เราจะหาความจริงได้จากการอ่านพระคัมภีร์ อ่านต้นฉบับให้ได้ และใช้จิตวิญญาณของเราในการสัมผัส เข้าใจ สิ่งที่พระคัมภีร์สอน ก็จะทำให้เราเข้าใจสิ่งแท้จริงได้มากขึ้นด้วยตัวเราเอง
  8. การเลี้ยงดูเด็กและวัยรุ่น จำเป็นและสำคัญมาก ๆ เช่นกัน เพราะ เด็กและวัยรุ่นยุคนี้ พบความท้าทายสูงที่จะทำให้จิตใจอ่อนแอและต่ำลงได้เร็วมาก การขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแลเด็กและวัยรุ่นที่ถูกต้อง ยังยึดเอาหลักที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายทำกับเรา ใช้ไม่ได้อีกต่อไปนะคะ โลกยุคสมัยมันต่างกันมาก เหตุปัจจัยมันต่างกันมาก เราจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งที่จะใช้ได้กับเด็ก ๆ ยุคนี้ เพื่อช่วยให้เขาเติบโตอย่างมีความสุขและเบ่งบานเต็มศักยภาพ รู้ผิดชอบชั่วดี จิตใจเข้มแข็ง ไม่โยนภาระให้โรงเรียน ต้องยอมเสียสละเวลาทำมาหากินมาดูแลลูก ๆ เด็ก ๆ ของเราให้ได้ค่ะ ไม่อย่างนั้น เขาจะทรมานเมื่อโตไป และคนเป็นพ่อแม่ก็จะทุกข์ใจหนักตอนเขาโตไปเช่นกัน และเมื่อโตแล้ว จะแก้ยากกว่า สู้เราเรียนวิชาสร้างรากฐานความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา สติปัญญาทางธรรมที่เต็มเปี่ยมตั้งแต่เขาเล็ก ๆ เขาจะได้มีภูมิคุ้มกันชีวิตให้รอดและอยู่อย่างมีความสุขท่ามกลางสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ที่เขาอาจพบเจอในอนาคตได้ เราต้องยอมลงทุนเวลาและการพัฒนาตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดีกับเขาให้ได้ค่ะ จำเป็นและสำคัญมาก ๆ ๆ ๆ เป็นหน้าที่ของเราด้วย เราสร้างเขามา เรามีเขา เราต้องให้เวลาและความรักให้เขา นั่นคือ หน้าที่หลักของพ่อแม่และผู้ดูแลเด็ก ๆ ทุกคนที่พึงมีเป็นพื้นฐาน ถ้ารู้ตัวว่าไม่สามารถมีเวลาและทุ่มพลังงานให้เขาได้เต็มที่ เลื่อนการมีออกไปก่อนนะคะ … เพราะจะไม่ดีต่อทั้งชีวิตใหม่ที่เกิดมาและตัวคุณเอง และเพิ่มภาระให้โลกใบนี้ด้วย …
  9. เศรษฐกิจพอเพียง และ การปลูกพืชผักไว้กินเอง ทุกวันนี้ ที่เรากลัวจะไม่มีกิน เพราะ เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชผักไว้กินเอง เกษตรผสมผสานที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานให้ไว้กับคนไทย คือ หนทางสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ของเศรษฐกิจยุคนี้และการตกเป็นทาสของเงินค่ะ มะละกอ เถาย่านาง และต้นไม้ที่บีมปลูกไว้ที่บ้าน สอนบีมอย่างหนึ่งว่า พื้นดินของเรานั้น อุดมสมบูรณ์สำหรับเราเสมอ เราเพียงแค่หว่านเมล็ดพืชลงไปในดินที่ดี หรือเอาพันธุ์ไม้ที่เราจะกินมาหยอดไว้ มาปักไว้ ขนาดไม่ได้ดูแลดี ๆ ยังออกดอก ออกผล ให้เรามีกินขนาดนี้ ในบางวันที่บีมไม่กินข้าว เพียงแค่มีมะละกอ 1 ลูกก็อิ่มท้องแล้ว เลยมีแรงบันดาลใจและการตกผลึกว่า จะต้องมีสวนของตัวเองให้ได้ จะเรียนรู้วิชาเกษตร ปลูกพืชผักปลอดสารกินเอง เราไม่ต้องหาเงินมาเพื่อซื้อ แต่เราทำเองเลย คุมคุณภาพตามที่เราต้องการทุกขั้นตอน การทำแบบนี้จะทำให้เรารู้สึกอิสระค่ะ แค่นึกก็รู้สึกแล้วจริง ๆ ไม่ต้องกลัวไม่มีกิน ยกเว้นช่วงที่มันแล้งน้ำ อันนั้นค่อยว่ากัน แต่เท่าที่ผ่านมา มะละกอมันก็ให้ผลตลอด ซึ่งถ้าเรามีสวน ปลูกอะไรที่เราอยากกิน ดูแลอย่างถูกวิธี ไม่กลัวเลยว่าจะไม่มีกินค่ะ … และไม่ต้องเอามาเป็นปัจจัยว่า จะต้องหาเงิน หาเงิน เท่านั้น แค่ปลูกพืช ก็มั่นใจได้แล้วว่า ต้องมีกินแน่ ๆ ในวันที่ไม่มีเงิน ใช่ไหมคะ ลองคิดตามดู ดังนั้น วิชาการเกษตรพอเพียงจึงสำคัญมาก ๆ ค่ะ และ ทำยังไงให้ได้ผลผลิตแบบปลอดสารเคมี วิถีอินทรีย์ วิถีออร์แกนิค คือคำตอบที่แท้ทรู คิดแล้วมีความสุข 🙂

นี่คือ สิ่งที่บีมตกผลึกจากประสบการณ์ชีวิต 36 ปี และที่ได้มีประสบการณ์ในยุคเปลี่ยนผ่าน ที่ออนไลน์และ AI เข้าไปสู่ทุกส่วนของชีวิตมนุษย์อย่างเข้มข้น ตลอดจนประสบการณ์ที่ผันตัวจากการเป็นพนักงานประจำที่รับเงินเดือนประจำ มาเป็นผู้ประกอบการ นักเขียนอิสระ บล็อกเกอร์ ซึ่งจัดว่าเป็นการทำงานอิสระที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญส่วนตัวในการสร้างรายได้ และใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก การที่เป็นสิวเรื้อรัง เป็นซึมเศร้า เป็นแม่ที่ต้องทำงานด้วย เลี้ยงลูกด้วย และผลลัพธ์ชีวิตที่เราเลือกเส้นทางนี้ตลอด 10 ปีที่ผ่าน ก็มั่นใจว่า สิ่งที่ตกผลึกมานี้ จะเป็นแนวทาง เป็นข้อคิด ที่อาจก่อให้เกิดคำถามในใจผู้อ่านได้ว่า แล้วเราจะเริ่มต้นอย่างไรดี ต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง ซึ่งนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก ๆ เลยค่ะ ขอให้ตั้งคำถามให้ถูกต้องไว้ในใจ แล้วถามต่อเนื่อง คุยกับตัวเองต่อเนื่อง แล้วคุณจะค่อย ๆ พบคำตอบที่ผุดมาจากภายในเอง … ให้ฟังและกล้าทำตาม และทำตามเฉพาะคำตอบ คำแนะนำ จากภายในที่มาในช่วงที่อยู่ในสภาวะพลังงานบวกที่สุด เต็มด้วยความรัก เต็มด้วยความเบิกบาน ที่สุด เท่านั้นค่ะ จึงจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับตัวเรา อย่าไปฟังตอนที่จิตเศร้าและขุ่นมัวเด็ดขาด ลองอ่านซ้ำอีกหลาย ๆ รอบนะคะ และขอให้ทุกท่านโชคดี พบทางที่มีความสุข เป็นอิสระจากบ่วงทุกข์ของโลกใบนี้ อยู่กับโลกแบบยิ้มได้ รักได้ แม้จะมีภัยอยู่รอบตัวค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.