แบ่งปัน 5 มุมมองบวกในโควิด 19

Posted by

คุณเคยเห็นสัญลักษณ์ หยิน-หยาง ไหมคะ?

จะเห็นว่า “ในดำ มีขาว” และ “ในขาว มีดำ” ซึ่งสามารถตีความหมายได้หลายอย่าง แต่หนึ่งความหมายที่เข้าใจได้ง่ายคือ ในวิกฤติมีโอกาสอยู่ในนั้นเสมอ ซึ่งทุกคนคงเคยได้รู้แล้ว แต่อาจยังไม่เคย “ฝึกทักษะมองหาโอกาส” ก็เริ่มเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยค่ะ

ในบทความนี้ บีมจะขอแบ่งปัน มุมมอง “บวก” ที่บีมมองเห็นในสถานการณ์ด้านลบ ความท้าทาย และบททดสอบทางใจมากมายที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ที่ดูเหมือนจะถาโถมมาทีเดียวจนบางคนอาจ “รับไม่ทัน” ซึ่งการพลิกมุมมองให้เป็นบวกได้นั้น ถือเป็นทักษะสำคัญที่จะทำให้เราสามารถมองเห็นแสงสว่างเล็ก ๆ ที่ปลายอุโมงค์ มีความหวัง มีกำลังใจ มีความเชื่อถึงวันที่ดีกว่า และก้าวเดินต่อไปด้วยใจอดทน ไม่ปล่อยให้ใจฟุ้งซ่านจนไปเบียดเบียนผู้อื่นหรือจบชีวิตตัวเองไปเสียก่อนที่จะได้เห็นสายรุ้งที่สวยงามหลังฝนซาค่ะ

มุมที่ 1 ทำให้เรามีสุขอนามัยที่ดีขึ้น (และหน้าใสด้วย)

คำแนะนำพื้นฐานที่เราเคยได้ยิน แต่ไม่ค่อยนำมาใช้ เพราะ ก่อนหน้านี้ โรคติดต่อทางเดินหายใจต่างๆ ไม่ได้ทำให้เราถึงตายได้ คือ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ดูเหมือนสอนเด็กอนุบาลมาก ๆ เลยใช่ไหมคะ แต่…มันสำคัญมากและเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อต้องดูแลตัวเองให้พ้นภัยจากโควิดในเบื้องต้น พอบีมได้ศึกษาข้อมูลวิธีป้องกัน ดูแลตัวเอง จากหลาย ๆ แหล่ง ทั้งของไทยและต่างชาติ ก็พบว่า โอเค ข้อมูลตรงกัน ทำแค่นี้แหละ และรักษาภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ส่วนติดแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ ก็คงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ที่แน่ ๆ คนแข็งแรงก็มีโอกาสรอดและหายได้เช่นกัน และพอได้เห็นข้อมูลภาพเชื้อโรคก่อนและหลังการล้างมือ 20 วินาทีแบบถูกต้อง โอ้โห้…ถึงบางอ้อเลย ทำไมมือกับมือถือจึงเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้มากขนาดนั้นค่ะ และ การล้างมือช่วยชีวิตและใบหน้าของเรา (ให้ปราศจากสิว) ได้จริง ๆ ด้วย ดีใจมากที่ได้รู้ความจริงข้อนี้แบบชัด ๆ 55 ถือเป็นมุมบวกมาก ๆ เลยค่ะ ที่ได้กลับมาสร้างนิสัยพื้นฐานในการดูแลตัวเองให้มีสุขอนามัยที่ดี เริ่มต้นที่การล้างมือ กินช้อนกลาง ส่วนกินร้อนนั้น ก็ขัดใจนิดหน่อยตรงที่ปกติจะกิน raw food เป็นหลัก แต่ก็โอเคค่ะ ซุปร้อนไม่ใส่ผงชูรสก็ดีอยู่ จะกินผักผลไม้สดก็ล้างมือ ล้างผัก ให้สะอาดก็แล้วกัน

มุมที่ 2 ประหยัดค่าน้ำมันและการเดินทาง

ปกติแล้ว ครอบครัวเรามักจะออกไปข้างนอกบ่อย ๆ ไปหาอะไรทานบ้าง ไปทำธุระบ้าง พอโควิดทำให้เราจะต้องลดกิจกรรมนอกบ้านไปพบปะผู้คนเพื่อลดการติดต่อของเชื้อ ก็ทำให้เราสามารถประหยัดค่าน้ำมันและค่าเดินทางไปได้มากโข เวลาจะเดินทางก็จะต้องคิด ต้องวางแผนก่อน เพื่อให้ไปรอบเดียวแล้วได้ครบ จะได้ไม่ต้องออกบ่อย ๆ

มุมที่ 3 ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันมากขึ้น

อันนี้ชอบมาก ๆ เพราะปกติจะต่างคนต่างไปนู่นไปนี่ เวลาแบบนี้ เราก็ได้อยู่ด้วยกันมากขึ้น ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น หาอะไรทำด้วยกันได้มากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น

มุมที่ 4 ใช้มือถือน้อยลง

ด้วยความที่ข่าวลบมันเยอะ และ โทรศัพท์ก็เชื้อโรคเยอะ ทำให้รู้สึกว่า จะหยิบจับมือถือแต่ละครั้ง ก็ต้องคิดก่อนว่าจะใช้ทำอะไร จำเป็นไหม? จะไม่หยิบทันทีทุกครั้งเมื่อนึกขึ้นได้เหมือนเมื่อก่อน เมื่อใช้มือถือน้อยลง ก็จะรู้สึกสงบมากขึ้น อยู่กับคนตรงหน้าได้มากขึ้น รู้สึกได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัวมากขึ้น รู้สึกว่าเราได้ย้อนกลับไปสมัยที่มือถือยังไม่ใช่สิ่งหลักของชีวิต ซึ่งทำให้คนได้คุยกับคนจริง ๆ ที่เป็นอาหารหล่อเลี้ยงใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ที่แท้จริง (คนมีความสัมพันธ์กับคนจริง ๆ ในเชิงบวก คือ สิ่งที่ทำให้มนุษย์มีอายุยืนและอยากมีชีวิตอยู่) รู้สึกว่า เราสามารถคุยกับลูกได้มากขึ้น ฟังเขาได้มากขึ้น ใจไม่ค่อยสนใจโทรศัพท์และสิ่งที่ดำเนินไปบนออนไลน์ได้มากขึ้น คือ เราใช้มันเพื่อประโยชน์ในการทำงานและการติดต่อครอบครัวเท่าที่จำเป็น แต่มันไม่ได้อยู่เหนือหัวและจิตใจเราอีกต่อไป และที่สำคัญมาก ๆ คือ ทำให้เราลดการเอาจิตไปไว้ข้างนอก เราได้มีเวลาทบทวนชีวิตมากขึ้น กลับมาดูเส้นทางชีวิตของเราให้ชัดเจน แล้วตั้งหลักใหม่ ตั้งเข็มทิศใหม่ ได้อย่างชัดเจนเพื่อการเดินต่ออย่างมั่นคง

มุมที่ 5 ได้ระลึกถึงความตาย

ดูเหมือนเป็นมุมที่ไม่โอเค แต่จริง ๆ มันโอเคมาก คนเราไม่ค่อยอยากคุยเกี่ยวกับความตายเพราะเหมือนแช่งตัวเอง แต่หลังจากที่บีมผ่านพ้นช่วงจิตตกและกลัวตายเพราะโควิดและสถานการณ์ลบ ๆ มา (ใช้เวลาไม่นานมาก) บีมพบว่า แม้ความรู้สึกกลัวตายจะบีบคั้นให้ทรมานเหลือเกิน แต่พอเราได้ลองเผชิญหน้ากับมัน สำรวจความรู้สึกและสิ่งที่อยู่ภายในเราที่ตอบสนองต่อความเป็นไปของโลกใบนี้ แบบตรงไปตรงมา ก็ได้พบความจริงที่ว่า ในที่สุดแล้ว ชีวิตจริง ๆ คือ แค่นี้เอง หายใจเข้าออกเองน่ะ… ถ้าหายใจเข้า แล้วไม่หายใจออก ก็ถือว่าตายแล้ว … มันง่ายขนาดนี้จริง ๆ เส้นแบ่งบาง ๆ ที่เราหลอกตัวเองมาตลอดว่า ไม่ตายง่าย ๆ หรอก จริง ๆ แล้ว มันแค่นี้แหละ … ใกล้ตัวกว่าที่คิด ทำให้เห็นความจริงอีกว่า ชีวิตมันคือ แต่ละขณะจริง ๆ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มันคือตรงนี้แหละ … ที่ยังหายใจอยู่ จริงๆ ความตาย มันก็คงแค่อึดใจเดียว มันไม่ได้น่ากลัว แต่ที่เรากลัวตาย เพราะ เรากลัวความทุกข์ทรมานทางใจก่อนตาย และเราก็ไม่รู้ว่าตายแล้วจะเป็นยังไงต่อ เราก็อยากตายดี เราไม่อยากทรมาน แล้วก็เลยมีคำถามว่า แล้วต้องทำยังไงดี เพื่อให้ตายดี ๆ ก็ต้องเตรียมตัวตาย ต้องรู้จัก ต้องเข้าใจมัน ซึ่งในเว็บไซท์ https://peacefuldeath.co/ มีอะไรดี ๆ ให้เราได้เรียนรู้เรื่องนี้เยอะเลยค่ะ บีมส่งบทความหนึ่งจากเว็บนี้ให้คุณแม่ ท่านอ่านแล้วก็เบาใจขึ้นมาก ๆ เราก็รู้สึกดีว่า เออนี่…เราก็ได้มีโอกาสตอบแทนบุญคุณท่านที่ทำให้ท่านได้สบายใจขึ้นนะ นำท่านไปสู่ทางที่ถูกต้อง และเราก็ได้หาคำตอบให้ตัวเองว่า จะอยู่ยังไงให้มันสุข ให้มันดี ตอนที่มันยังหายใจอยู่นี้ เพื่อให้ตายดี ตายได้สงบเมื่อถึงเวลา ก็ได้พบคำตอบ และค่อย ๆ ปรับตัว จากภาวะกลัว กังวล จิตตก ก็เห็นว่า สงบขึ้น เบาขึ้น และขอบคุณทุก ๆ ลมหายใจทุกครั้งที่รู้สึกตัวได้ว่า เออ…ดีจัง ยังหายใจอยู่ ขอบคุณลมหายใจ และรู้สึกว่า ในครอบครัวของเราก็อยู่กับปัจจุบันมากขึ้นเช่นกัน ยกระดับความรักต่อกันและกันเพิ่มขึ้นอีก

สุดท้ายแล้ว ก็อยากจะฝากมุมมองไว้ค่ะว่า บนโลกใบนี้ มันมี 2 สิ่ง คือ หนึ่ง สิ่งที่เราทำอะไรกับมันไม่ได้ ไม่มีหน้าที่ ไม่มีอำนาจจะไปจัดการได้ คือ โลกภายนอกและรอบตัวเรา เราทำได้แค่รับรู้ มองเห็นมันให้ชัดเจน ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น มันอาจไม่ง่ายและอาจรู้สึกเจ็บปวดบ้าง ก็ต้องเข้าใจว่า เราต้องปล่อยไป อย่าไปยึด อย่าไปถือ ให้จักรวาลเขาจัดการไปตามกระบวนการสร้างสมดุลของเขาเอง และสอง ส่วนที่เราทำได้ คือ รักษาใจให้ดี ให้ตั้งมั่นอยู่ในความรัก ความจริง ความดี ความงาม ก็พอแล้ว และมีหน้าที่อะไร ก็ทำไปตามหน้าที่ของเรา นั่นก็ถือว่าดีที่สุดแล้วที่เราทำได้ และจำไว้ว่า อย่าเอาความเกลียดชัง และหลักการตาต่อตา ฟันต่อฟัน มาใช้ เพราะมันจะตายกันหมด ไม่มีใครชนะได้เลย แถมยังเป็นพลังงานลบถ่วงโลกให้หนักไปอีก ใช้ความรัก การให้อภัยนำไปก่อน เราไม่ได้ต่อสู้กับเพื่อนมนุษย์ สิ่งที่เราต้องต่อสู้ให้ชนะที่แท้จริงคือ ความชั่วร้ายในตัวเราเองที่หลงเหลืออยู่ และสิ่งที่ “ไม่ถูกต้องตามหลักสัจธรรม” ไม่ใช่หลักของเราเองหรือของใคร เพราะมนุษย์ทุกคนมีสิ่งบกพร่อง ไม่สมบูรณ์แบบ ต้องยึดสัจธรรม หากจะสู้เพื่อความถูกต้อง ก็ลองศึกษาแบบอหิงสา คือ การต่อสู่ ต่อต้านสิ่งที่ชั่วร้าย ไม่ใช่การเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์แม้เขาจะเป็นศัตรูก็ตาม ก็ต้องรักและไม่เบียดเบียนให้ได้ จึงจะได้รับชัยชนะที่แท้จริง ดังที่ท่านมหาตมะคานธีได้ทำไว้เป็นแบบอย่างที่งดงามแล้วค่ะ

และวลีฮิตทิ้งท้าย แต่ใช้ได้เสมอ คือ This Too Shall Pass (แล้วมันก็จะผ่านไป) อดทนนะคะ แล้วเราจะผ่านมันไปด้วยกัน รอเห็นฟ้าและรุ้งหลังฝนที่สวยงามสำหรับทุกคน 🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.