การเดินทางภายใน จาก “พุทธ” สู่ความเข้าใจใน “พระเจ้า”

Posted by

เมื่อใช้คำว่า “พระเจ้า” หลายคน ๆ อาจจะตั้งการ์ดในใจไปแล้วว่า เอ๊ะ บีมจะมาเขียนโน้มน้าวใจให้ผู้อ่านมาเปลี่ยนศาสนาหรือเปล่า แต่ขออนุญาตแจ้งว่า บีมไม่มีเจตนาที่จะมาโน้มน้าวให้เปลี่ยนศาสนาใด ๆ และไม่ได้มาพูดในมุมของศาสนา บีมเพียงแค่อยากจะแบ่งปันสิ่งที่บีมตกผลึกจากการเดินทางภายในของจิตวิญญาณตัวเอง ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ ที่อาจจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในความเข้าใจเชิงจิตวิญญาณ สำหรับผู้ที่มีความสนใจในด้านนี้อยู่แล้วค่ะ

และต้องขออนุญาตออกตัวก่อนว่า บีมไม่ได้มาเขียนในฐานะของผู้สอนหลักธรรม ไม่ว่าจะเป็นตำราหรือคัมภีร์ของศาสนาใด ๆ เพราะไม่ได้ศึกษาคัมภีร์ใด ๆ อย่างครบถ้วนทั้งหมด แต่มาแบ่งปันในฐานะ “ผู้เรียนรู้คนหนึ่ง” ให้เพื่อนร่วมทางในการเดินทางภายในทุก ๆ คนถึงสิ่งที่บีมได้เข้าใจแล้วเท่านั้น ดังนั้น นี่คือ ทัศนะและประสบการณ์ภายในของบีมเพียงคนเดียว

ขอเริ่มย้อนเรื่องราวไปในอดีตอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพการเดินทางภายในได้ชัดเจน

โดยพื้นฐานแล้ว บีมเกิดและเติบโตมาในสภาพแวดล้อมของชาวพุทธโดยทั่วไป และไม่เคยรู้จักพระเจ้าเลย… ความทรงจำที่มีถ้าพูดถึง “พุทธ” สำหรับบีมก็คือ การตักบาตร การไปวัด การปฏิบัติธรรม การนั่งสมาธิ การเรียนวิชาพระพุทธศาสนา เป็นพื้นฐานของความเข้าใจหลักของบีมเอง

ในครอบครัว จะเห็นคุณยายใส่บาตรทุกเช้าและมักจะปลุกให้เราไปใส่ด้วยเสมอ ก่อนนอนคุณยายก็จะสวดมนต์และสอนให้เราสวดมนต์ คุณยายชอบไปวัด ไปถือศีล 8 ซึ่งพวกเราหลาน ๆ ก็ต้องเอาโอวัลตินไปส่งให้ตอนเย็นเป็นน้ำปานะสำหรับท่าน และสอนให้เรานั่งสมาธิ ยุบหนอ พองหนออีกด้วย คุณยายชอบให้เงินทุกคนที่มาขอทานที่บ้าน และก็ทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะแม่บ้านอย่างดีเยี่ยมมาโดยเสมอ พวกเราได้กินอิ่มหมีพีมันตลอดทุกครั้งเวลาที่ได้กลับมาบ้านตายาย

อีกส่วนหนึ่งก็มาจากที่โรงเรียน จากวิชาพระพุทธศาสนา การสวดมนต์ แผ่เมตตา ช่วงทำกิจกรรมหน้าเสาธงตอนเช้าก่อนเข้าห้องเรียน นั่งสมาธิก่อนเข้าห้องเรียน ชั่วโมงสวดมนต์นั่งสมาธิของระดับชั้นร่วมกันประจำสัปดาห์ การเข้าค่ายพุทธบุตร โดยที่เราทำแต่ละสิ่ง ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไปเพื่อเหตุผลอะไร แต่ทำแล้วก็รู้สึกดีทุกอย่าง

ส่วนตัวแล้ว บีมชอบนั่งสมาธิ เพราะ ทำแล้วรู้สึกว่าสงบดี แม้จะไม่ค่อยเข้าใจว่าทำยังไง แต่ก็ทำตามที่เขาสอน ง่าย ๆ คือ หายใจเข้าออก ให้รู้ลมหายใจ ท้องยุบ ท้องพอง ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องไปกำหนดท้อง คือ มันไม่มีคำอธิบายให้เรา แต่ทำแล้วชอบ เพราะปกติจะเป็นคนใจร้อน เป็นเด็กที่ชอบโมโหง่าย จิตมันมักจะเปรียบเทียบ ไม่ค่อยสงบ ได้นั่งสมาธิ ได้สวดมนต์ มันเหมือนเป็นที่พักใจ นิดนึงก็ยังดี … แต่เราก็ไม่เข้าใจว่า ประโยชน์ของมันมีอะไรที่มากกว่านี้ไหม?

ในช่วงเวลาประถมต้น อยู่มาวันหนึ่ง บีมเกิดอยากรู้ว่า มนุษย์เกิดมาทำไม เราเกิดมาทำไม แล้วแม่เราก็จะต้องตายทิ้งเราไปในวันหนึ่ง แล้วเราจะอยู่ยังไง แล้วเราก็ต้องตายใช่ไหม บีมจำได้ว่า ไปถามแม่ว่า แม่ต้องตายใช่ไหม แล้วก็ร้องไห้กอดแม่ จำคำตอบไม่ได้แล้ว แต่จำได้ว่า “กลัวการจากกันกับคนที่เรารัก” และก็ยังไม่มีคำตอบให้กับตัวเอง … และไม่รู้ด้วยว่าจะไปหาคำตอบได้ที่ไหน?

ช่วงประถมปลาย ก็มีญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้เข้าร่วมลัทธิความเชื่อรูปแบบหนึ่งในนิกายพุทธมหายานที่มาจากจีน เขาก็จะมีพิธีรับสมาชิก ด้วยวิธีการและบทสวดที่เราไม่คุ้นเคย เรารู้สึกกลัวและไม่ชอบมาก ๆ แต่คุณตาเราขอให้ไป เราก็ไป จำได้ว่า ตอนนั้นพอเขาสวด จุดธูป บีมหนีออกมาเลย ต่อต้านสุด ๆ ก็รู้สึกว่าเป็นอะไรที่แย่มาก ๆ ไม่ชอบพิธีกรรมแบบนั้นเลย และรู้สึกอคติกับสายนี้ไปเลย แต่เราก็ยังเคารพนับถือญาติผู้ใหญ่เราเหมือนเดิมนะคะ แต่ถ้ามาชวนเข้านี่ ไม่ต้องพูดกันเลยค่ะ เราก็รู้สึกว่า ถ้าพุทธแบบนี้ เราไม่เอาเด็ดขาด แต่ในตอนนั้น ก็ได้รู้จักการกินเจและผลแห่งการทำลายชีวิตที่กินเนื้อสัตว์ ก็รู้สึกกลัวในผลกรรม แต่ก็ยังไม่ปฏิบัติจริงจัง กินเจบ้างตามโอกาสเท่านั้น หรือถ้ามีโอกาสได้ซื้อกิน ก็กิน …

พอเรียนชั้นมัธยม ก็ตัดสินใจไปเรียนที่เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเกิดที่พะเยาประมาณ 3 ชั่วโมง ตอนนั้นก็มีอิสระในการใช้ชีวิต แต่ด้วยความที่พื้นฐานด้านความดีที่ได้รับการบ่มเพาะมาในตัวอาจจะมีพอสมควร จึงไม่เสียคน และตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด เพื่อจะไม่ทำให้ที่บ้านผิดหวังเสียใจ แต่ก็เป็นช่วงที่ “ห่าง” จากการปฏิบัติขัดเกลาจิตใจไปเยอะ ไม่ค่อยนั่งสมาธิ ไม่ค่อยสวดมนต์ ใช้เวลากับการเรียนหนังสือ การทำกิจกรรมกับเพื่อน เป็นส่วนใหญ่ ที่ได้ทำก็จะมีไหว้พระหน้าเสาธงเท่านั้นเอง ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจอะไร ก็มักจะเขียนไดอารี่แทนนั่งสมาธิ บีมไม่มีศาสนาเป็นหลักยึด เริ่มไม่เชื่อเรื่องที่มองไม่เห็น รู้สึกว่ามันงมงาย …

อาจจะเป็นเพราะ เราต้องใช้ชีวิตอยู่เอง ตัดสินใจเองในหลายเรื่อง ทั้งที่ยังเป็นเพียงเด็กวัยรุ่น และการเรียนก็ออกมาดี ทำให้รู้สึกว่า ชีวิตเรา เราทำเองได้ กำหนดเองได้ เราไม่เชื่ออย่างอื่นนอกจากตัวเอง แต่เรื่องอื่นนอกจากเรื่องเรียน บีมรู้สึกล้มเหลว ไม่เป็นที่รัก ไม่น่ารัก รู้สึกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลา ไม่มีความสงบสุขภายในที่มั่นคงเลย และจะต้องพิสูจน์ตัวเองและเอาชนะคนอื่นตลอดเวลา พยายามควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ ตลอดเวลา และก็เริ่มก้าวร้าวกับพ่อแม่ช่วง ม.ปลาย ซึ่งช่วงนั้น แม่ก็ไม่ค่อยสบาย สิ่งที่บีมเป็นและไม่น่ารักเหมือนจะทำให้แม่อาการแย่ลง แต่…บีมก็ทำเป็นไม่สนใจ ซึ่งตอนนั้นเลวร้ายมากจริง ๆ บีมรู้สึกว่าเราเก่งและก็โดยพื้นฐานเราก็เป็นคนดีนะ แต่ทำไมชีวิตเราไม่มีความสุขเลย … และรู้สึกตัวเองน่าเกลียดตลอดเวลา

คำถามที่มีต่อชีวิตก็ยังมีเหมือนเดิม ว่าชีวิตเกิดมาทำไม? บีมเคยถามพระอาจารย์ที่มาสอนที่โรงเรียน ก็ยังไม่ได้คำตอบที่พอใจ … ช่วงชีวิตหัวเลี้ยวหัวต่อ กับความรู้สึกที่เคว้งคว้าง หาคำตอบไม่พบ มันรู้สึกเหงา ๆ ข้างในยังไงชอบกล คนอื่นอาจไม่เป็น แต่บีมเป็น …

สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือ การหาคำตอบจากหนังสือทั้งจากห้องสมุดและร้านหนังสือ ซึ่งโชคดีมากว่า คุณพ่อคุณแม่บีมเป็นครู ตอนประถม ท่านมักจะขับรถพามาเชียงใหม่เดือนละอย่างน้อย 1 ครั้งเพื่อมาหาซื้อหนังสือไปเตรียมการสอน บีมก็ได้อานิสงค์คือมาเที่ยวร้านหนังสือที่เชียงใหม่ ก็จะมีความสุขมาก รู้สึกชอบหนังสือตั้งแต่เด็ก และชอบทำแบบฝึกหัดต่าง ๆ ซึ่งการที่ครอบครัวเราเป็นเช่นนี้ ทำให้บีมมีหนังสือเป็นเพื่อนในยามที่มีปัญหาหรือมีคำถามที่ต้องการคำตอบได้

และจำได้ว่า ตอนมัธยมนั้นเอง ก็พยายามอ่านหนังสือจิตวิทยาหลายเล่ม รวมไปถึงหนังสือสำหรับวัยรุ่นพวกเปิดไพ่ ดูดวง ดูวันเกิด บีมว่าลึก ๆ แล้ว เราอยากรู้จักตัวเอง แต่มันไม่มีใครมาชี้นำวิธีที่ถูกต้อง หรือหนังสือที่ถูกเล่ม ซึ่งบีมก็หาของบีมไปเรื่อย ๆ หลายเล่มในตอนนั้น (พ.ศ. 2539 บีมเรียน ม.1) เป็นหนังสือแปลจากต่างประเทศ ภาษาก็งง ๆ อ่านก็ไม่ค่อยเข้าใจ และก็มีอ่านหนังสือของท่านพุทธทาส สำหรับเด็กอย่างเรา มันก็ยังงงอยู่ดี … เหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ยังไม่เข้าใจ ยังไม่ได้คำตอบชัดเจน และมันก็ไม่รู้จะไปคุยหรือถามใครด้วย มันไม่เหมือนสมัยนี้ ความรู้เต็ม Google ไปหมด แถมมีกลุ่มออนไลน์ให้เราเข้าไปเรียนรู้จากคนที่สนใจเรื่องนั้น ๆ เยอะแยะด้วย

บีมก็ห่างจากการนั่งสมาธิ สวดมนต์ ยาวไปเลยจนถึงชั้นมหาวิทยาลัย ก็ต้องบอกเลยว่า ชีวิตช่วงนั้น สับสน เคว้งคว้าง เหมือนเป็นคนมี 2 บุคลิก ภายนอกดูเหมือนน้ำนิ่ง ภายในนี้ถ้าพูดภาษาพุทธคือ เหมือนถูกอยู่ในนรกและถูกเผาด้วยไฟแห่งความโกรธตลอดเวลา ภายนอกคนจะรับรู้ว่า เราเป็นคนเรียบร้อย นิ่ง ๆ หวาน ๆ แต่ถ้าโกรธเมื่อไหร่ เจ๊นี่ แปลงร่างทันที ซึ่งน่ากลัวมาก (คนที่เคยจะเข้ามาจีบ ซึ่งกลายมาเป็นเพื่อนกันตอนหลัง เขาบอกว่า เคยคิดจะจีบ แต่เห็นตอนโกรธแล้ว ไม่เอาดีกว่า 55) เรารู้ตัวเองว่าเป็นแบบนี้ แต่ไม่รู้จะคุยและปรึกษาใคร มันเหมือนจิตวิญญาณที่โหยหาที่พึ่งตลอดเวลา มันอ่อนแรง มันล้า แต่ก็ต้องทำเป็นไม่มีอะไร ทำเข้มแข็ง ครอบครัวจะได้ไม่ห่วง

แต่ในที่สุดมันก็เหมือนภูเขาไฟ เมื่อภายในเราร้อน มันย่อมแสดงออกมาเผาชีวิต บีมทำหลายสิ่งในชีวิตช่วงมหาวิทยาลัยที่ไม่ดีกับตัวเอง แต่ก็ยังคงรักษาวินัยด้านการเรียนที่ดีมากได้อยู่ และยังโชคดีที่เรายังสามารถระลึกได้ถึงความรักที่ครอบครัวมีให้ มันเหมือนเป็นใยเส้นบาง ๆ ที่พยายามดึงเราไม่ให้ลงเหวแห่งความตาย เคยมีเสียงกระซิบให้เรากระโดดตึก แต่ภาพที่คุณตากอดเราด้วยความรักตอนเราเป็นเด็กมันผุดขึ้นมาแทรกทันที ทำให้ไม่ทำเช่นนั้น ในชั่ววินาทีเดียว ถ้าไม่มี “ความรัก” ฉุดเอาไว้ คงไม่ได้มานั่งเขียนบทความในวันนี้ … ชีวิตมันเปราะบางจริง ๆ ค่ะ ชีวิตคือสมรภูมิของความเป็นและความตายในทุก ๆ เสี้ยวของเสี้ยววินาทีจริง ๆ

สภาพของจิตวิญญาณที่หลงทาง ไม่มีคำตอบ รู้สึกหว้าเหว่ เคว้งคว้าง รู้สึกไม่มีค่า ไม่มีตัวตน เดินทางด้วยความหิวโซในความรักและความเข้าใจ กลับถูกซ้ำเติมด้วยการชี้นำของมารให้ทำสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้ชีวิตยิ่งอยู่ในความเศร้า ความเหงา ความโดดเดี่ยว เดินทางอยู่อย่างนั้นแสนนาน เช่น

  • ผิดหวังในความรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • เลือกทางเดินชีวิตผิดไปหลายครั้ง ทำให้เสียเวลากับสิ่งที่ไม่ใช่มากมาย
  • เปลี่ยนงานบ่อย เพราะ มีปัญหากับเนื้องานและเจ้านายทุกที่ที่ไปทำงาน
  • อยู่อย่างขัดสนเกือบตลอดเวลา
  • ชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทั้ง ๆ ที่จบเกียรตินิยมอันดับ 1!

ที่รู้สึกผิดที่สุดในชีวิตก็คือ บีมไม่ได้กลับมาอยู่ดูใจคุณตาที่รักบีมและบีมก็รักท่านมากในช่วงที่ท่านเสียชีวิตทั้งที่บีมสามารถทำได้ ด้วยตอนนั้นบีมกำลังทำธุรกิจขายตรงอยู่ตัวหนึ่ง และหลงเข้าใจและคิดไปเองว่า ตาจะรอจนเราสำเร็จ เราต้องลุย ลุย ลุย ลงทุนทุกอย่าง และหลงคิดว่าเพื่อนในธุรกิจคือเพื่อนแท้ แต่ในที่สุด เมื่อคุณตาเสียชีวิต ก็เจ็บปวดใจมาก ขณะที่บีมนั่งรถทัวร์กลับบ้านจากกรุงเทพฯ ไปเชียงราย บีมได้แจ้งทางอัพไลน์ว่า บีมกลับไปงานศพคุณตานะคะ แต่สิ่งที่เขาบอกเรากลับมาก็คือ ขอแสดงความเสียใจด้วย แต่อย่าบอกเรื่องลบนี้กับใคร … และก็ไม่มีใครในทีมที่บีมอยู่มาร่วมงานหรือทำบุญเลยแม้แต่สักคนเดียว

บีมเห็นสัจธรรมทันที … และเจ็บปวดมาก รู้สึกโกรธ เกลียด ทุกคนในทีม และตั้งใจว่าไม่เหยียบย่างการทำธุรกิจเครือข่ายอีกเลย และ บีมก็รู้สึกผิดติดค้างอยู่ในใจเรื่องคุณตาตลอดมา เหมือนไม่ยอมให้อภัยตัวเอง ซึ่งตอนนั้นมีทั้งความรู้สึกโกรธ เกลียด และรู้สึกผิด เป็นความเจ็บปวดชนิดฝังลึก (trauma) จากการสูญเสียบุคคลที่รักมากโดยไม่ทันเตรียมใจและร่ำลาพ่วงมาด้วยความรู้สึกผิดเต็ม ๆ และหลังจากนั้น ชีวิตก็เหมือนจะแย่กว่าเดิม ทั้ง ๆ ที่ได้ทำงานในที่ดีกว่าเดิม เงินเดือนมากกว่าเดิม แต่ก็มีอุปสรรคเยอะมาก ไม่เคยมีความสุขจริง ๆ เลยสักวัน …

จนกระทั่งวันหนึ่ง บีมรู้สึกว่า ไม่มีความสุขในการทำงานประจำเลย และเปลี่ยนมาหลายที่จนท้อแล้ว เราน่าจะไม่เหมาะกับงานประจำแล้ว และประกอบกับช่วงนั้นคุณยายป่วยเป็นอัลไซเมอร์ได้สักระยะแล้ว และคุณแม่ก็ต้องดูแลคุณยายเป็นหลัก เดินทางไปกลับบ้านและที่ทำงานที่ห่างกัน 1 ชม. ขับรถรวม 2 ชั่วโมงต่อวัน และต้องดูแลโรงสีเล็ก ๆ ที่บ้านอีก บีมรู้สึกว่า … นี่คงเป็นโอกาสที่จะได้กลับมาตอบแทนบุญคุณแล้ว และ รู้สึกว่าตอนนั้นไม่ได้ดูแลคุณตา แต่วันนี้มีโอกาสได้กลับไปดูแลคุณยายเพื่อชดเชยวันเวลาเหล่านั้น แม้มันจะหวนกลับมาไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็จะไม่ให้ซ้ำรอยเดิม …

ปีที่กลับบ้าน เป็นปีแรกของการอยู่บ้านจริงจัง อึดอัดมากเพราะไปไหนไม่ได้ ขับรถไม่เป็น (อารมณ์ประมาณกักตัวนี่ล่ะค่ะ) แต่ก็พยายามปรับตัวให้อยู่ได้ ในใจทรมานมากเพราะเงินเก็บเริ่มหมดและยังไม่มีแหล่งรายได้ใหม่เลย และ คนเริ่มมีคำถามว่าจะอยู่บ้านทำไม ทำไมไม่ไปทำงาน คุณแม่ก็ห่วง อยากให้ไปสอบราชการจะได้มั่นคง แต่ในใจเรารู้ว่า เรามาเพื่อดูแลคุณยายที่บ้านจนวาระสุดท้าย เราไม่อยากไปไหนทั้งนั้น ร้องไห้บ่อยมาก แต่หลังจากร้องไห้สุด ๆ แล้ว เราก็จะตั้งหลักและหาทางไปเรื่อย ๆ ใช้เวลาที่มี ทบทวนชีวิต ตั้งใจรักษาศีล 5 ตั้งใจดูแลคุณยาย อ่านหนังสือธรรมะ และก็เริ่มได้คำตอบชัดเจนจากภายในว่า จะทำอะไรต่อไป ซึ่งเป็นที่มาของชีวิตทุกวันนี้นั่นเองค่ะ

เมื่อมองชีวิตย้อนไป บีมก็เข้าใจแล้วว่า ชีวิตภายนอกมันเริ่มจากภายใน … ความอ่อนแอหรือมั่นคงแข็งแรงของจิตวิญญาณของเราจะส่งผลต่อชีวิตอย่างแน่นอน ไม่มีใครโกหกจิตวิญญาณของตัวเองได้เลย และความแข็งแรงของจิตวิญญาณ เกิดจากการเริ่มทำในสิ่งที่ถูกต้อง ตัดสินใจเลิกทำบาป อย่างน้อยในวันนั้น ก็ศีล 5 ข้อที่บีมถือให้ครบ เหล้าก็เลิกกิน และพยายามทำให้ได้ครบทุกข้อให้ได้มากที่สุดทุก ๆ วัน ตรวจสอบตัวเองทุกวัน และพลังจากความรู้สึกกตัญญูอยากตอบแทนคุณแม่และคุณยายอย่างหนักแน่น ในวันที่เรายอมรับว่าชีวิตของเราเคยผิดพลาด เราอยากกลับตัวกลับใจ เราอยากเริ่มต้นใหม่ และเราตั้งใจจริง ๆ มันจะทำให้ชีวิตเราเริ่มได้รับสิ่งดี ๆ มากขึ้นตามพลังงานของเราเอง พื้นฐานพลังชีวิตของเราเป็นอย่างไร ชีวิตภายนอกก็จะเผยออกมาแบบนั้น … และชีวิตบีมที่มีพื้นฐานจากความสะอาดภายในและความกตัญญู ก็ส่งผลให้ชีวิตรุ่งเรืองมากในเวลาต่อไป ซึ่งเป็นช่วงหลังจากคุณยายเสียชีวิตแล้วหลังจาก 10 เดือนที่บีมได้อยู่บ้านดูแลท่าน …

บีมพึ่งจะมารู้ภายหลังเมื่อได้เดินบนเส้นทางธรรมชาติบำบัดที่เราได้ฟื้นฟูตัวเราแบบองค์รวมช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ว่า ชีวิตที่ไม่มีความสุขภายในทั้งหมดนั้นเป็นเชื้อร้ายในจิตวิญญาณที่ก่อขึ้นตั้งแต่ชั้นประถมต้น เพราะ ครอบครัวในตอนนั้น ค่อนข้างมีปัญหามาก คุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยเข้าใจกัน คุณตาคุณยายก็ไม่ค่อยลงรอยกัน บ้านเราในตอนนั้นมีแต่ความขัดแย้ง แม้ท่านจะรักเรามาก ๆ แต่พลังของความขัดแย้งในครอบครัวก็ทำให้เรารู้สึกแย่โดยที่เราไม่รู้ตัว…และหลายครั้ง การมีปัญหาของท่าน ก็ทำให้เราเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัว … กลายเป็นพลังสะสม ยิ่งตอนชั้นประถมปลายยิ่งหนักขึ้น ซึ่งเราอยากออกจากบ้านหนีสิ่งเหล่านั้นไปไกล ๆ และได้ออกไปจริง ๆ ด้วยจิตวิญญาณที่บอบช้ำและอ่อนแอ ถ้านับระยะเวลาทั้งหมดที่จิตวิญญาณหลงทางก็อยู่ที่ประมาณ 16 ปี ในช่วงแรก และ อีกประมาณ 7 ปีในช่วงหลัง รวม ๆ แล้ว 23 ปี ก่อนได้พบคำตอบที่ชัดเจนแก่ตัวเองและพอใจแล้ว หยุดการแสวงหาแล้ว ซึ่งผ่านเส้นเป็นตายมาหลายครั้ง …

ฉากแรกจบไปแล้ว มาช่วงที่สอง … พอชีวิตรุ่งมากและมีลูกก็ไม่มีเวลาได้นั่งสมาธิและสวดมนต์อีกเลย มารก็เข้ามาครอบชีวิตสำเร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – 2556 ความอหังการ์ หยิ่งผยองตัวโตมาก แต่กลับทำให้ธุรกิจตกต่ำลงเรื่อย ๆ ชีวิตการทำงาน ความสัมพันธ์ มันดิ่งลงไปหมด จิตใจไม่ปกติสุขเลย พยายามไปทำมาเกือบทุกศาสตร์แก้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ฮวงจุ้ย ดูดวง สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนเบอร์ เสริมโหงวเฮ้ง ฯลฯ เสียเงินไปเยอะมากแต่ชีวิตไม่มีพลังอะไรเลย แถมเหือดหายไปเรื่อย ๆ และเป็นเหตุให้ชีวิตตกต่ำอย่างรุนแรงช่วงปี 2557 – 2560 ดังนี้

  • หนี้สินรวม 20 ล้าน ที่เกิดจากความผิดพลาดในการบริหารการเงินในธุรกิจ การเงินส่วนบุคคล การดำเนินธุรกิจที่ผิดแนวทาง การบริหารจัดการชำระหนี้ที่ผิดวิธี ฯลฯ
  • ได้รับจดหมายฟ้องร้องและดำเนินคดีในชั้นศาลหลายคดีเกี่ยวกับหนี้สิน
  • รายได้ลดลงอย่างมาก ลูกค้าและผู้ติดตามเหลืออยู่ไม่ถึง 10% ในตอนนั้น
  • ความสัมพันธ์ที่เปราะบางและตึงเครียดตลอดเวลา
  • สุขภาพกายและจิตที่ย่ำแย่ถึงขั้นซึมเศร้าแบบไม่รู้ตัวแบบเรื้อรังประมาณ 3 ปี

แต่ด้วยความตั้งใจดีที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นและออกจากเหวนั้นเสียที ซึ่งในช่วงมีปัญหามาก ๆ นั้นเอง ก็ยังโชคดีที่พบกัลยาณมิตร พาไปวัดอัมพวัน ฝึกสมาธิแนวหลวงพ่อจรัญ 3 วันช่วงคาบเกี่ยววันเกิดพอดี และได้รู้วิธีนั่งที่ถูกต้อง เดินจงกรมที่ถูกต้อง ก็กลับมาทำต่อทุกวัน นั่งสมาธิและสวดมนต์ทุกเช้า แต่จะเน้นนั่งสมาธิเป็นพิเศษ เป็นสติปัฏฐาน 4 เห็นผลชัดว่า เราเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และไม่ยึดมั่นถือมั่น มันรู้สึกสบายดีที่เราได้เห็นแบบนั้นและมันสงบมีพลังดี และทุกเช้าหลังทำเสร็จแล้ว จะมีพลังขึ้นมาพร้อมทำงานสำหรับวันนั้น

แต่ปัญหาก็คือ ช่วงระหว่างวันจะหมดพลังเร็วมาก และ ไม่ว่าจะหาวิธีแก้ไขอะไรให้ชีวิต มันดูเหมือนจะยังผิดพลาดไปเสียหมด และยังเดือดง่าย ยังให้อภัยยากทั้งที่ก็พยายามให้อภัยทุกวัน … ก็อธิษฐานเสมอว่า ขอให้เราสามารถให้อภัยทุกคนที่เราโกรธได้ เราไม่อยากติดบ่วงเวรกรรมกัน ขอให้เป็นอิสระต่อกัน และขอให้เราเอาชนะความโกรธได้ในชาตินี้ … อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่โกรธอีกต่อไป

แต่มันก็ยังทำไม่ได้เสียที แม้จะรู้ตัวมากขึ้น แต่…มันก็ได้แค่ลดลง เราให้อภัยคนไม่ได้จริง ๆ เสียที … ชีวิตเหมือนจะดีขึ้น แต่ก็กลับไปวนติดหล่มจุดเดิมซ้ำ ๆ เป็นแบบนั้นนาน ๆ ไป มันก็รู้สึกเหมือนคนไร้ศักยภาพไปเสียแล้ว … จะทำอะไรก็ล้มเหลวไปหมด ไม่ได้แปลว่าสมาธิกับสวดมนต์ช่วยไม่ได้ แต่ด้วยอาการหนักของเรา อาจจำเป็นต้องมีอะไรมาช่วยเพิ่มเติมอีก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร พยายามจะหาที่พึ่ง หาโค้ช หาครูนำทาง แต่กี่ศาสตร์ที่ได้เรียน กี่คนที่ได้พบ เราก็รู้สึกว่า เรายังไม่พบหนทางที่เราต้องการจริง ๆ เสียที

ชีวิตที่จมอยู่กับความเครียดจากปัญหาหนี้สินแบบเรื้อรัง บั่นทอนสุขภาพกาย จิต และความสัมพันธ์อย่างมาก บีมเริ่มรู้สึกไม่ไหวแล้วกับสภาพที่เหมือนหมาบ้าเข้าไปทุกที บีมอิจฉาทุกคนที่หัวเราะ ที่ได้ไปเที่ยว ที่ร้องเพลง แต่โชคดีเราฝึกจิตมา เรารู้ตัวว่า นี่เราอันตรายถึงขั้นหงุดหงิดเวลาเห็นคนอื่นมีความสุขแล้วเหรอ???

เราเล่นกับลูกไม่ได้ หัวเราะกับเขาไม่ได้เลย หงุดหงิดสามีทุกวัน หาเรื่องหย่าทุกครั้งที่ทะเลาะกัน ไม่ได้การแล้วแบบนี้ ต้องบ้าสักวันแน่ ๆ บีมอธิษฐานหลังนั่งสมาธิทุกวันว่าขอให้บีมได้พบทางออกเสียที บีมทรมานเหลือเกิน จะเดินต่อก็เหนื่อย อยากจะหลับนาน ๆ แต่จะตายก็ตายไม่ได้ ไม่อยากทิ้งลูกเล็กตอนนี้และไม่อยากทิ้งภาระให้ใครต้องมารับผิดชอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งลูก … และบีมรู้สึกว่า เราต้องเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นสิ ว่าถ้ามีปัญหามันต้องแก้ยังไง ถ้าเราเลือกที่จะอ่อนแอ เขาจะอ่อนแอ ดังนั้น เราต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เราต้องหาทางให้เจอ…

หลังจากวันนั้น ที่บีมเริ่มโหยหาเสียงหัวเราะ … บีมแค่อยากมีความสุขและหัวเราะง่าย ๆ ได้อีกครั้ง แค่อยากเล่นกับลูกได้อีกครั้ง ไม่อยากเป็นหมาบ้าที่จะต้องขังตัวเองในห้องทำงานเพื่อไม่ให้กัดใครได้อีกต่อไป บีมเดินไปที่ร้านหนังสือ เพราะ ที่ร้านหนังสือมักจะมีทางออกให้บีมเสมอ … บีมอธิษฐานว่า ขอให้ได้เจอทางออกของชีวิตตอนนี้ แล้วเหลือบไปเห็นหนังสือสีเหลือง ๆ 1 เล่ม ชื่อว่า โยคะหัวเราะ โดย อจ.วินเนอร์ บีมเชื่อในสัญชาตญาณและการนำทาง บีมซื้อเล่มนั้นมาเลยทันที

แต่พอเอากลับมาอ่าน ก็รู้สึกว่า ยากจังนะ เครียด ๆ อยู่ จะให้มาหัวเราะได้ยังไง แถมยังต้องทำท่าทางแปลก ๆ อีก บีมอ่านไม่จบ ก็ปิดหนังสือแล้วทิ้งไว้อย่างนั้นบนชั้น ไม่ได้มาอ่านอีกเลย (ไม่ใช่อาจารย์เขียนไม่ดีนะคะ หนังสือทำดีมาก แต่มารมันไม่อยากให้เราหัวเราะไงคะ แต่เราไม่รู้)

และอีกครั้งที่ได้ยินคำว่าโยคะหัวเราะ ก็น่าจะหลังจากนั้นไม่นาน บีมก็ได้รับการอัพเดทข่าวสารจากรุ่นน้องที่เป็นคุณหมอแผนไทย ชื่อ แพทย์แผนไทยพัชริดา แก้วประภา ที่รู้จักกันมานานแล้วว่า น้องได้เข้าไปเรียนคอร์สโยคะหัวเราะกับโยคะนิทรากับ ครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง นักดนตรีบำบัดพลังงานบำบัดผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ซ่อมรากชีวิต แล้วดีมากกกก (ก.ไก่ล้านตัว) แล้วเขาก็ตื่นเต้นมากกับผลลัพธ์ที่ได้ และอยากแนะนำให้บีมรู้จักกับครูเก๋ เผื่อว่ามีอะไรที่จะร่วมงานกันได้ บีมจึงได้พบกับครูเก๋เป็นครั้งแรก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ศาสตร์ซ่อมชีวิต หนึ่งในศาสตร์นั้นคือ โยคะหัวเราะ ที่บีมตั้งใจเรียนจริงจัง เอามาใช้จริงจัง ฝึกจริงจัง และมันก็เปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของบีมได้จริง ๆ และในช่วงนั้นเอง ก็เริ่มได้รู้จักคำว่า “พระเจ้า” ในอีกมุมหนึ่งที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต (แยกจากโยคะหัวเราะนะคะ เพราะโยคะหัวเราะ เป็นศาสตร์ที่เป็นกลาง ไม่เกี่ยวกับศาสนาใด ๆ เลยค่ะ อยู่บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์)

ซึ่งก่อนหน้านี้ บีมมองพระเจ้าและผู้ที่นับถือพระเจ้าในมุมลบมาตลอดเวลาด้วยประสบการณ์หลายอย่างที่เราได้พบเจอ แต่ในอีกทางก็เห็นว่า เพื่อน ๆ ที่นับถือพระเจ้า ก็มีชีวิตที่มีความสุขดีจัง สุขจากข้างใน หลายคนก็ร้องเพลงเพราะ บุคลิกอบอุ่น เป็นมิตร คุณบอยด์ โกสิยพงษ์ ก็นับถือพระเจ้าและแต่งเพลงออกมาได้อบอุ่นเหลือเกิน บีมชอบเพลงของเขาหลายเพลงมาก และผู้หญิงที่บีมชอบมากคนหนึ่งคือ คอนมาริ คอนโดะ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจัดบ้านของโลก เธอก็นับถือพระเจ้า มีบุคลิกภาพที่น่ารัก อบอุ่น เป็นมิตรและสำเร็จในชีวิตทางโลกมาก ๆ เช่นกัน … ก็เป็น 2 มุมที่บีมได้รับรู้เกี่ยวกับ “ผู้ที่นับถือพระเจ้า” แต่บีมก็ยังคงไม่ต้องการอยู่ดี …

กลับมาที่ปี 2561 เมื่อบีมได้พบครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง โดยการขออนุญาตนัดพบกับท่านเพื่อคุยเรื่องงาน แต่ท่านกลับเห็นว่า บีมกำลังมีปัญหา “ไม่รักตัวเอง” ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการอ่านธาตุเจ้าเรือนของหมอเกด (แพทย์แผนไทยรุ่นน้องที่พาบีมมาพบครู) ที่ได้บอกบีมว่า บีมมีธาตุเจ้าเรือนเป็นไฟที่ร้อนแรงกว่าคนทั่วไปมาก มันจะเผาไหม้อยู่ในตับ ซึ่งโชคดีที่บีมได้ดูแลตัวเองแนวธรรมชาติ สลายร้อนไปแล้วหลายปี ไม่อย่างนั้น มีโอกาสเป็นมะเร็งตับได้สูง ซึ่งในทางแพทย์ทางเลือกหรือแผนจีนนั้น ตับคืออวัยวะที่ได้รับผลจาก “อารมณ์โกรธ” โดยตรง และ อีกทางก็คือ ตับเกี่ยวกับ “พลังงานสีเขียว” และ “ความรัก ความเมตตา มันเกี่ยวกันหมดเลย แต่บีมยังมีคำถามว่า “บีมดูแลตัวเองดีขนาดนี้ สุขภาพดีขนาดนี้ ยังไม่รักตัวเองหรือ?”

แต่หลังจากคุยวันนั้น ก็รู้สึกดี รู้สึกว่า … ครูเก๋รับฟังเราตลอดเวลา ซึ่งปกติ บีมเป็นคนพูดไม่สบตาใคร แต่วันนั้น ครูเก๋ สบตาบีม… ทำให้บีมรู้สึก “มีคุณค่า” และ “อบอุ่นใจ” กลับถึงบ้านก็ยังรู้สึกดี…

จนกระทั่งวันหนึ่ง…

บีมมีปัญหามาก และ รู้สึกอยากจะสอบถามปัญหานั้นกับครู ผู้ซึ่งทำให้บีมรู้สึกอบอุ่นตั้งแต่ครั้งแรกที่คุยกัน การตอบของครูนั้นแตกต่างจากคนอื่น และ บางครั้งก็ส่งคำในพระคัมภีร์มาให้ ซึ่งแปลกมากว่า มันช่วยเราได้เยอะ เช่น อันตรายที่สุดของเจ้า คือ การกลัวถึงวันพรุ่งนี้ … มันทำให้บีมคิดได้ทันที และ พยายามอยู่กับปัจจุบันแทน

บีมเลยรู้สึกบวกกับ “คำสอนในไบเบิ้ล” เพราะ เหมือนจะเป็นสิ่งเตือนใจให้เราไปถูกทางตลอด มันเข้าใจง่าย ใช้ได้ทันที แต่บีมก็ยังไม่สบายใจกับคำว่า “พระเจ้า” อยู่ดี และไม่อยากเข้าไปนับถือศาสนาใด ๆ ที่นับถือพระเจ้า แต่บีมสบายใจและชอบในพระคำของพระคัมภีร์ ที่เป็นความจริง เข้าใจง่าย เอามาใช้แล้วได้ผลจริงในมุมที่ทำให้เราสบายใจและวางใจได้ถูกต้องเร็ว ผลลัพธ์จากการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของพระคำก็ออกมาดีด้วย

และในวันหนึ่ง ที่บีมเข้าไปรับการบำบัดจากครูเก๋ (ซึ่งศาสตร์ซ่อมชีวิตทั้งหมด เป็นศาสตร์ทางเลือกที่มีวิทยาศาสตร์รองรับทั้งหมด) เป็นครั้งแรกที่บีมรู้สึกว่า ตัวเองได้รับความรักจริง ๆ เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันเหมือนเป็นพลังงานที่มาเติมหลุมดำในใจให้เต็ม จิตวิญญาณที่โหยหาความรัก เหมือนได้รับการเติมเต็มในวันนั้น ยังตราตรึงมาถึงทุกวันนี้ นี่หรือคือพลังของรักแท้ที่บีมหามานาน…น้ำตาทะลักออกมาเอง เข้าไปขอกอดครู มันอบอุ่นเหมือนในวันเก่าๆ ที่ยังได้รับการโอบกอดด้วยความอบอุ่นจากทุกคนในตอนที่เรายังเล็กมาก ๆ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข … ที่บีมไม่ได้รู้สึกถึงมันมานานมากแล้ว …

หลังจากนั้น บีมก็สามารถรักตัวเองได้จริง ๆ มากขึ้น รักคนอื่นได้มากขึ้น หัวใจอ่อนโยนขึ้น มีพลังมากขึ้น แต่…ด้วยปัญหาที่หนักหน่วงมาก มันก็โดนทำลายให้ท้อ ให้หมดแรงได้เยอะเหมือนกัน เวลาที่มีปัญหาทับถม ความรู้สึกโกรธและเกลียดก็จะเข้ามาแทนที่ มันคือสมรภูมิจริงๆ ชีวิตก็เลยยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ แม้จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่เราก็ยังไม่คงที่

แต่การที่ได้ฝึก “โยคะหัวเราะ” มาก่อน ทำให้กระแสพลังในตัวกลายเป็นบวกมากขึ้น บีมจึงสามารถอดทนและปล่อยวางความหนักของปัญหาได้มากขึ้น กล้าเผชิญหน้าปัญหามากขึ้น อยู่กับปัจจุบันได้ดีมากขึ้น และมันช่วยให้บีมหลุดพ้นจากจุดที่อยากจะตายได้จริง ๆ บีมจึงตั้งใจฝึกฝนตลอด เพื่อเป็นเกราะกำบังให้ใจไม่ตกต่ำ ไม่หดหู่ ไม่เศร้าหมอง ประกอบกับการขอบคุณปิดท้ายการฝึก ยิ่งทำให้หัวใจของบีมเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว …

ซึ่งบีมสามารถสรุปให้ได้ว่า การหัวเราะและขอบคุณอย่างง่าย ๆ ที่ทำในเวลาเพียง 15 นาทีหรือน้อยกว่านั้นในตอนเช้าทุกวัน ช่วยชำระล้างจิตให้สะอาดได้อย่างรวดเร็ว (ในช่วงเวลานั้น บีมทดลองโดยการไม่สวดมนต์และไม่นั่งสมาธิเลย แต่ใช้การทำสมาธิเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการ grounding หรือสงบพลังงานหลังการหัวเราะแทน ซึ่งทำเป็นช่วงสั้น ๆ จนหัวใจสงบ ไม่ได้นั่งยาว ๆ)

จิตใจเช่นนี้ เป็นภาวะที่สะอาดบริสุทธิ์เหมือนเด็ก ๆ เป็นจิตแท้ของเรา และ เป็นพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า ซึ่งไม่ว่าจะเรียกสภาวะนี้ว่าอย่างไร … แต่จากมุมของบีม มันคือ จุดที่จิตว่างและสะอาดที่สุด ในมุมของพระเจ้า คือ เราได้อยู่ในพระเจ้ามากที่สุดก็ตอนนี้เอง … คือ ความสะอาด สงบ วางใจ อภัย รัก และไม่กลัวสิ่งใด แต่ตอนนั้น บีมก็ยังไม่อยากยอมรับพระเจ้าเข้ามาอยู่ดี …

นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 อย่างที่บีมได้เรียนรู้ คือ จากองค์ความรู้ของ ดร.บรูซ ลิปตัน ผู้เขียน The Biology of Belief ที่บีมดูคลิปเลคเชอร์ของท่านใน YouTube ความยาวประมาณ 1.5 ชั่วโมงจนจบ ซึ่งปกติไม่ค่อยดูคลิปอะไรนานๆ และอ่านนิยายชื่อดัง ที่ชื่อว่า The Celestine Prophecy ทำให้บีมเข้าใจเกี่ยวกับ “พลังงาน” ของมนุษย์ และ ชีวิตมนุษย์ที่แท้จริงมากขึ้น เป็นมุมมองใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ที่มาเสริมความเข้าใจมิติของความเป็นมนุษย์ในเชิงจิตวิญญาณมากขึ้น และ เข้าใจการบำบัดเชิงพลังงานมากขึ้น

และจนกระทั่งวันหนึ่ง…

บีมได้มีโอกาสในการรับเชื่อ (การรับเชื่อหมายถึงรับเชื่อในพระเยซู และขอเชิญพระองค์เข้ามาในชีวิต ยอมรับว่าเราเป็นคนบาป และขอโอกาสในการกลับใจจากพระเจ้า) ซึ่งมีปรากฏการณ์หลายอย่างที่ทำให้พามาถึงจุดนั้นแบบที่ไม่คาดคิดมากมาย

ซึ่งรับแล้วก็ยังไม่ค่อยสบายใจ เพราะ เราก็ยังไม่เข้าใจ และรู้สึกว่าคนในครอบครัวคงไม่มีใครเข้าใจแน่ ๆ แต่ด้วยความที่ชื่นชอบพระคำในไบเบิ้ลที่ครูส่งให้ และในตัวครูเก๋ที่ไม่เคยบังคับเราให้มานับถือเลย แต่ช่วยให้เราเห็นทางออกด้วยตัวเราเองเสมอ ทำให้เรามีพลังในตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ เราก็รู้สึกว่า ครูย่อมหวังดีต่อเราเป็นแน่ แต่เราขอเวลาศึกษาและก็ถามว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง? พี่เขาก็บอกว่า ศึกษาไบเบิ้ลกับอธิษฐานเป็นหลัก เป็นไปได้ก็เข้าโบสถ์ด้วย

บีมลองศึกษาและลองอธิษฐานดู ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. 2562 – วันนี้คือ 2 เม.ย. 2563 ก็ทำทุกวันไม่เคยขาด มีคำถามอะไร ก็เข้าไปเรียนรู้จากหลาย ๆ แหล่งบนออนไลน์ เพื่อตอบคำถามที่ตัวเองมี โดยที่ยังไม่สะดวกไปโบสถ์ใด ๆ เน้นการศึกษาข้อมูลและทดลองด้วยตัวเองเป็นหลัก ไม่เข้าใจก็สอบถามผู้ที่เราวางใจเชื่อใจ ทำเท่านี้

การเรียนรู้ของบีม จะเรียนรู้เชิงเปรียบเทียบระหว่างแนวความคิดและความเชื่อแบบต่าง ๆ ที่สนใจ และมองมุมกว้างก่อน เพื่อความเข้าใจในภาพรวม และฝึกปฏิบัติในการอธิษฐานทุกวัน เน้นการตอบคำถามที่ตัวเองมีเป็นหลัก ก็ใช้เวลาศึกษาอยู่พอสมควร ค่อย ๆ ตกผลึกไป

จนวันที่บีมรู้สึกว่าเข้าใจอะไร ๆ มากขึ้น ทุกเหตุการณ์ในอดีตก็พรั่งพรูขึ้นมาเหมือนภาพยนตร์ที่มาเฉลยคำตอบว่า … จริง ๆ แล้วพระเจ้าคือความรัก … และรักบีมเสมอมา แม้บีมจะยังไม่รู้จักและรับพระองค์เข้ามาในชีวิต พระองค์พยายามปิดทางที่ไม่ใช่ และบอกทางที่ถูกเสมอมา ช่วงที่ชีวิตพุ่งรุ่งโรจน์มาก เป็นเพราะบีมทำตามสิ่งที่พระองค์บอกล้วน ๆ ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนความจริง ความดี ความรัก ทั้งหมด ส่วนในช่วงที่ชีวิตเหมือนตกนรก เป็นช่วงที่บีมตระหนักรู้ในสัญญาณ ได้ยินแต่ไม่สนใจสัญญาณนั้นและไม่ทำตาม ชีวิตเลยต้องเดินไปในเส้นทางแห่งทุกข์ทรมาน แต่…ในวันที่กำลังทุกข์ทรมานถึงที่สุด ทุกครั้งจะมี “พลังความรัก” ผุดขึ้นมาให้ได้รู้สึกเสมอ … และทำให้ยังคงรักษาชีวิตไว้อยู่ได้ …

พระเจ้า คือ ความรัก … และการให้อภัยนับครั้งไม่ถ้วนต่อชีวิตที่ทำเรื่องแย่ ๆ มาตลอดของบีม … การทำผิดที่บีมไม่เคยจะให้อภัยตัวเองได้จริง ๆ เลยสักครั้งก่อนหน้านี้ ซึ่งนั่นทำให้บีมไม่สามารถให้อภัยคนอื่นได้ง่าย ๆ เช่นกัน กลายเป็นขยะในจิตใจเสมอมาโดยไม่รู้ตัว …

ความรู้สึกผิด และ ความโกรธ คือสองพลังมารสำคัญที่ทำให้ชีวิตบีมตกต่ำและไม่ไปไหน … เมื่อมันสลายหายไปด้วยพลังความรักอันไร้เงื่อนไข ที่บีมตามหามาแสนนาน ชีวิตก็แข็งแรงขึ้นจากภายในอย่างชัดเจน …

บีมได้ตกผลึกว่า สิ่งที่ขาดหายไปและบีมมองหามาตลอดคือ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่บีมเข้าใจภาพรวมชัดเจนเมื่อมองเห็น “พระเจ้า” ในชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมา และทำให้บีมได้คำตอบสำหรับคำถามที่มีมาตลอดชีวิต และ เข้าใจแล้วว่า มนุษย์ทุกคนเพียงแค่ต้องการรักแท้ที่ไม่มีเงื่อนไข เขาก็จะมีจิตวิญญาณที่แข็งแรงมั่นคง ไม่แพ้ต่อมาร และสามารถเอาชนะมารที่ครอบงำเพื่อนมนุษย์ได้โดยการให้อภัยที่ไม่ต้องนับจำนวนครั้ง

และเมื่อเราฟังพระองค์ให้ดี และขอทราบว่า เราเกิดมาเพื่อทำอะไรในโลกนี้ พระองค์ก็จะบอกให้เรารู้เอง … เป็นเสียงจากข้างใน ที่ไม่ได้เกิดจากความคิดของเรา แต่ผุดขึ้นมาเองในจิต ไม่ใช่คำตอบจากภายนอกเหมือนอย่างที่ผ่านมา จึงเป็นทางของเราเองจริง ๆ เป็นวัตถุประสงค์ของการเกิดมาของเราจริง ๆ และจะเป็นรากที่มั่นคงแท้จริงของชีวิต ยิ่งทำยิ่งเติบโตและงอกงามให้เห็นชัดเจน … ซึ่งบีมเห็นอย่างนั้นแล้วในชีวิตทั้งขาขึ้นและขาลง … เป็นรูปแบบที่ชัดเจนที่สุด

และโดยการเรียนรู้ชีวิต คำสอน และวิถีปฏิบัติของพระเยซู ผู้ดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างของมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุด บีมสามารถเข้าใจถึง “หัวใจที่ให้อภัยศัตรูและผู้ที่ทำร้ายเราได้จริงๆ”่ และนี่เป็นคำตอบที่บีมต้องการสำหรับชีวิต … อีกเช่นกัน

บีมไม่ได้เข้าใจทั้งหมดนี้ตั้งแต่ต้น แต่อ่านการศึกษา ปฏิบัติ และตกผลึกมาเรื่อย ๆ จนหัวใจมันเปลี่ยนแปลงไปเอง เป็นเหมือนจิ๊กซอว์สุดท้ายที่มาเติมเต็มจิตวิญญาณหลังผ่านการขัดเกลามาแล้วเป็นอย่างดีจากทุกอย่างที่บีมเคยศึกษาและปฏิบัติมาในวิถีพุทธ วิถีสมาธิ โยคะ พลังธรรมชาติบำบัดและพลังจักรวาลบำบัด

บีมรู้สึกว่า ความรักเป็นเรื่องของพลัง ไม่ใช่สมอง … และบีมได้รับมันผ่านการอธิษฐานและเข้าใจสิ่งที่อยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตและคำสอนของพระเยซูที่ต้องอ่านและตกผลึกอยู่หลายรอบ … ถึงจะเข้าใจจริง ๆ

การอธิษฐานคือ วิธีที่บีมใช้เพื่อทำความรู้จักพระเจ้า และในกระบวนการที่บีมทำ จะทำให้รู้สึกสงบนิ่งมากขึ้น รู้จักตัวเองและเห็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจเราเองมากขึ้น มันคือ การใช้เวลาเงียบ ๆ กับพระองค์

ช่วงแรก ๆ ก็ไม่เข้าใจและยังงง ๆ จับทางไม่ถูก แต่พอทำไปเรื่อย ๆ เราก็สังเกตได้ว่า พลังภายในมันเพิ่มขึ้นเองตามธรรมชาติ การสื่อสารกับปัญญาภายในชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ก็คงเป็นกระบวนการเดียวกับที่มีกูรูสอนว่า “ให้คุยกับตัวเอง” นั่นเองค่ะ แต่การที่เราระลึกถึงสิ่งที่มีพลังที่สูงส่งกว่าเราดูแลเราอยู่ เราจะรู้สึกว่า เรานั้นตัวเล็ก ถ่อมตัวลง ไม่อวดดี ไม่อหังการ์และเราจะรู้สึกปลอดภัย เมื่อมนุษย์รู้สึกปลอดภัยและได้รับความรัก จะสามารถช่วยสลายอารมณ์ที่มีรากฐานจากมาร คือ ความกลัว ความรู้สึกผิด ซึ่งเป็น 2 ความรู้สึกหลัก ๆ ที่ทำลายพลังภายในได้มากโดยคนไม่รู้ตัว

ในการเรียนรู้ของบีมพบว่า ในสภาวะที่เราระลึกถึงพระเจ้าอย่างไม่สงสัยใด ๆ พลังของเราจะหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า จะรู้สึกได้รับการอภัยและการวางใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานของปัญญานำทางหรือเสียงจากภายในที่ถูกต้องที่สุดนั่นเองที่ไม่มีมารครอบงำ ซึ่ง…สำหรับบีมแล้ว ที่ได้มีประสบการณ์ด้านการทำสมาธิแบบจริงจังมาก่อน สภาวะนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในการเข้าถึงสมาธิระดับหนึ่งที่จิตนิ่ง เห็นความคิด รับรู้สิ่งต่าง ๆ แต่เราไม่กระเทือนได้ แต่การยอมรับว่ามีสิ่งที่สูงกว่ามนุษย์อย่างเรา ช่วยทำให้บีมกลายเป็นคนที่ถ่อมตัวได้มากขึ้น และทุกสิ่งที่เราทำ คือ เราทำไปโดยหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและโดยพลังของพระเจ้าหรือสิ่งที่สูงกว่า เมื่อเราไม่ยึดติดว่า เป็นพลังของเราเอง … ทุกสิ่งจึงเป็นไปได้ แต่จะไม่หลงเอามาเป็นความสำเร็จของตัวเอง นี่คือสิ่งที่บีมประทับใจที่สุดด้านการเติบโตทางจิตวิญญาณที่บีมได้รับจากเส้นทางนี้ค่ะ

… คือ การไม่มีตัวตนอีกต่อไป การไม่หลงในตัวเอง และเดินไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง ที่ไม่คิดไปเอง ซึ่งบีมเห็นผลลัพธ์อยู่แล้วว่า การพึ่งพิงสมองของตัวเอง 100% นั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาออกได้เลยตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งสำคัญคือ ปัญญานำภายใน … ที่เมื่อได้ฟัง ได้ทำตามแล้ว มันมีทางออกที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ

และจากการที่บีมได้ฝึกฝนการอธิษฐานมาหลายเดือน จนค้นพบแล้วว่า การอธิษฐานที่ถูกต้องนั้น ต้องทำอย่างไร และ เราจะต้องขออะไรกันแน่? ซึ่งพบว่า การขอที่พระเจ้าให้กับเรา คือ ขอในสิ่งที่เป็นทางของความรัก เป็นประโยชน์ ที่อยู่ในทางของพระองค์ ที่เราต้องพยายามสังเกตและเรียนรู้ว่า สิ่งที่พระองค์ต้องการให้เป็นคือสิ่งใด ถ้าอยู่ในทางของพระองค์ คือ ทางที่ดีกับเราจริง ๆ เราก็จะได้รับเสมออย่างน่าอัศจรรย์ … และต้องเป็นการขอด้วยหัวใจบริสุทธิ์จริง ๆ เท่านั้น

การขอที่ไร้พลังและพระเจ้าไม่ตอบสนอง คือ การขอที่ไม่ตรงกับที่พระเจ้าต้องการ หรือ ขอแล้วจักรวาลไม่ให้ ก็น่าจะหมายถึงอย่างเดียวกัน คือ การขอที่อยู่ภายใต้ความกลัว ความโลภ ที่มีมารชักนำอยู่เบื้องหลัง หากขอได้สำเร็จ แสดงว่า ได้รับพลังของมารทำให้สำเร็จผล ซึ่งจะยิ่งน่ากลัวมาก เพราะ มันจะหลอกล่อให้ไปผิดทางหนัก ๆ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครรอดพ้นจากความเลวร้ายได้เลย ในทางพุทธก็มองได้เป็น กฎแห่งการกระทำ กฏแห่งกรรม นั่นเอง ทำเช่นไร หนักเท่าไหร่ ก็ได้รับไปเช่นนั้น …

พระเจ้าแท้จริง คือ พลังที่สะอาด เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและการเยียวยา ภาษาชาวคริสต์จะมีคำว่า “ลี้ภัยในพระองค์” ซึ่งบีมชอบคำนี้มาก มันรู้สึกสงบทันทีที่ใช้คำนี้ “ลูกขอลี้ภัยในพระองค์” ซึ่งก็จะคล้ายกับคนที่อยู่ภาวะสงบในฉับพลันเมื่อหายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ และ เป็นภาวะที่ทุกคนจะรู้สึกสงบ ปลอดภัย สบาย … นี่แหละ คือ ที่ของพระเจ้าที่แท้จริง หรือ ภาวะที่ได้ “กลับบ้านแท้จริง” คือ ความสงบและสันติสุขภายใน ของทางพุทธนั่นเอง …

ดังนั้น ในมุมมองของบีม “พระเจ้า” ไม่ใช่ศาสนา แต่คือพลังสูงสุดที่ดูแลความเป็นไปของทุกสิ่งในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลให้สงบและสมดุล ที่หลายคนอาจเข้าใจในความหมายว่า “พลังจักรวาล”

ดินแดนของพระเจ้าจริง ๆ นั้น มีอยู่แล้วในใจทุกคน เป็นดินแดนที่สงบ เรียบง่าย มีแต่เสียงหัวเราะ ความเบิกบาน เหมือนดินแดนของเด็ก ๆ ใส ๆ บริสุทธิ์ ที่ถ้ามนุษย์ทุกคนเป็นแบบนี้ได้ มันก็คือสวรรค์บนดินชัด ๆ เลยนี่เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราทุกคนเป็น

ส่วนผลลัพธ์ที่เกิดในชีวิตบีมเมื่อได้ทำตามทางของพระองค์จริง ๆ คือ ความเรียบง่าย ความซื่อตรง การวางใจในความเป็นไปของโลก ใจมันสงบและมีพลัง มันเบิกบาน แม้ในยามที่มีปัญหา มันก็เบิกบานได้ เพราะ เราก็จะรู้ว่า เรามีหน้าที่อะไรที่ชัดเจน เราจะต้องทำอะไร และอะไรที่เราก็ต้องปล่อยให้พระเจ้าจัดการ ซึ่งบีมก็ปล่อยจริง ๆ ใจมันก็สบายทันที มีพลังโฟกัสสิ่งที่ภายในให้ทำเท่านั้น

ซึ่งผลออกมา ก็ได้รับสิ่งที่อัศจรรย์ใจหลายอย่าง สิ่งที่ยังไม่ได้รับ ก็อาจจะยังไม่ถึงเวลาเท่านั้น ทำให้รู้สึกรักและอยากตอบแทนพระองค์มากขึ้น โดยทำตัวเป็นประโยชน์กับโลกและเพื่อนมนุษย์มากขึ้น เป็นแม่และภรรยาที่น่ารักและมีหัวใจที่เต็มไปด้วยรักมากขึ้น เป็นลูกที่รักและตอบแทนความรักของพ่อแม่ได้มากขึ้น เป็นความรักที่ทุกคนจะสัมผัสได้มากขึ้น … และเมื่อบีมเข้าใจวิถีของพระเจ้าและเดินตามนั้น บีมรู้สึกว่าตัวเองได้อยู่ในเส้นทางที่สงบและปลอดภัยจริง ๆ

แม้จะเข้าใจมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังมีสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ต่อไปอีกมากมายเช่นกัน แต่เท่าที่รู้ตอนนี้ ก็ตอบคำถามหลักของชีวิตที่มีมาตั้งแต่เด็กได้พอสมควรแล้ว

และสุดท้าย ในวันนี้ที่เราต้องเผชิญปัญหาโควิด ที่กระทบเศรษฐกิจ สังคม กันทั่วโลก รวมไปถึงทุกปัญหาของมนุษยชาติ บีมอยากเชิญชวนให้ทุกคนลองทบทวนว่า ที่ผ่านมา การดำเนินชีวิตของเราได้อยู่ในวิถีแห่งความสอดคล้องกับพระเจ้าหรือจักรวาลหรือไม่?

เราหยุดเพื่อสังเกตและเรียนรู้หรือไม่ว่า พระเจ้าหรือจักรวาล กำลังบอกอะไรเรา ต้องการให้เราทำอะไร? และเราได้ตอบสนองลองทำแล้วหรือยัง?

เพราะคำตอบนี้ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า เราจะได้ผ่านบททดสอบมนุษยชาติบทนี้ไปอยู่ในสภาวะของโลกที่สงบสุขร่วมกันหลังจากเหตุการณ์ยาก ๆ เหล่านี้จบไปแล้วหรือไม่ค่ะ …

ขอพระองค์ทรงนำทางทุกท่าน … ให้ตัดสินใจใช้ชีวิตได้ถูกต้องนะคะ เพื่อ “สันติสุขภายในและของโลก” ที่แท้จริง

พระเจ้าแท้จริงแล้วคืออะไรในความเข้าใจของบีม? บีมขอสรุปให้ดังนี้นะคะ

  • พระเจ้า ไม่ใช่ศาสนา พระเจ้าคือพระเจ้าสูงสุดองค์เดียว เป็นพลังที่สรรสร้างทุกสิ่งให้เป็นไปอย่างสงบและสมดุล แม้จะระลึกหรือไม่ระลึกถึงพระองค์ พระองค์ก็ทรงดำรงอยู่เช่นนั้น ไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของกาลเวลา ไม่มีจุดเริ่ม ไม่มีจุดสิ้นสุด …
  • ธรรมชาติบนโลกมนุษย์ คือ ส่วนหนึ่งของสิ่งสร้างสรรค์ของพลังจากพระเจ้า
  • พระเจ้า เข้าถึงได้ด้วย “ใจ” เท่านั้น
  • พระเจ้า ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วย “สมอง”
  • พระเจ้า คือ ความรักที่ไม่มีที่สิ้นสุด นิยามคำเดียวของพระเจ้า คือ ความรัก …
  • พระเจ้า รักมนุษย์ทุกคนที่อ่อนน้อมและเชื่อมั่นในการทำดี ไม่แบ่งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม
  • พระเจ้าอยากให้เรารักกัน ให้อภัยกันแบบไม่ต้องนับจำนวนครั้ง และให้อภัยต่อการกระทำทุกรูปแบบ
  • พระเจ้า คือ ลักษณะอุดมคติที่ดีงามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ความซื่อสัตย์ การรักษาสัจจะ ความยุติธรรมเที่ยงแท้ ความรักที่ให้อภัยได้นับครั้งไม่ถ้วน (เมื่อเรายอมรับว่าเราผิดและยอมกลับใจ) การเสียสละ การให้
  • ที่สุดของที่สุด คือ พระเจ้า คือ ความรัก ที่ต้องการให้ทุกสิ่งในจักรวาล รวมถึงโลกใบเล็ก ๆ ของเรา อยู่ด้วยกันอย่างสันติและมีความสุข
  • การได้อยู่ในพระเจ้า คือ อยู่ในสภาวะที่บริสุทธิ์ที่สุด เบาที่สุด สบายที่สุด และไม่มีตัวตน… และพร้อมที่จะรักผู้อื่น ให้อภัยผู้อื่นได้จากหัวใจแท้จริง
  • สภาวะใดที่นำไปสู่ความไม่สงบ หวาดกลัว และนำไปสู่ความรู้สึกอยากทำลายคนอื่นนั้นไม่ใช่หนทางของพระเจ้า
  • เท่าที่บีมสังเกตดู ปิ๊งแว่บแรกมาจากพระเจ้า ส่วนความคิดที่มาขัดภายหลังมาจากมาร นั่นหมายถึงว่า เมื่ออยู่ในสภาวะที่สงบ และได้รับรู้ว่าต้องทำบางสิ่งหรืออะไรที่มาแว่บแรก ให้ทำสิ่งนั้นทันที ก็จะได้รับผลที่ดี (ลองไปสังเกตเองค่ะ)

ขอพลังความรัก สันติสุข หัวใจบริสุทธิ์ สถิตย์อยู่กับทุกท่านนะคะ

สุดท้ายนี้ บีมมีบทหนึ่งในไบเบิ้ลเกี่ยวกับความรัก ที่บีมเห็นแล้วชอบเลย และตอนนี้ท่องทุกเช้า มันช่วยเปลี่ยนแปลงหัวใจบีมได้จริง ๆ ให้มีเมตตาและความรักมากขึ้นค่ะ มันเรียบง่าย และใช้ได้จริง ๆ หรือถ้าท่านใดไม่สะดวกใจ ก็สามารถท่องบทแผ่เมตตาหรือบทเกี่ยวกับความรักในศาสนาของท่านได้เลยค่ะ เพราะโลกนี้กำลังต้องการพลังแบบนี้ เรามาอธิษฐานให้ตัวเราเป็นความรักอันบริสุทธิ์กันเพื่อส่งต่อให้คนอื่นได้ด้วยค่ะ

ความรักนั้นก็อดทนนานและมีใจปรานี ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีในความอธรรม แต่ชื่นชมยินดีในความจริง ความรักทนได้ทุกอย่าง เชื่ออยู่เสมอ มีความหวังและความทรหดอดทนอยู่เสมอ
ความรักไม่มีวันเสื่อมสูญ
https://www.bible.com/th/bible/174/1CO.13.THSV11

ด้วยรัก…

วรดาภา สุขพิมลกุล (ShiningBeam)

2 ความเห็น

  1. ขอบคุณพระเจ้า ที่พี่บีมได้รู้จักความรักแท้ของพระเยซูแล้ว เกนเป็นคนนึงที่รู้จักกับพระเยซูมาตั้งแต่เด็ก และชื่นชมในตัวพี่บีมด้วยในการรักษาสิวอย่างยั่งยืน พี่บีมจำเกนได้ไหมคะ ^^ อยู่มี่สุราษฎร์ธานีคะ

    Liked by 1 person

    1. พี่จำเกนได้เสมอค่ะ ขอบคุณสำหรับการทักทายกันที่นี่นะคะ ยินดีและดีใจที่ได้พบกันอีกในดินแดนของพระเจ้า ในทางและพระนามของพระเยซูคริสต์ อาเมน 🙏🙏🙏

      ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.