ขอบคุณโควิด : จาก “โรค” สู่ “ปุ๋ย” ของจิตวิญญาณ

Posted by

โควิดที่รัก…

นี่เป็นจดหมายฉบับที่สองแล้ว ที่ฉันเขียนถึงเธอ จากครั้งแรกที่ฉันเขียนไปในวันที่ 14 มีนาคม 2563 ตอนนั้นฉันรู้สึก “กลัวตายอย่างมาก” แต่การเผชิญหน้ากับความกลัวนั้นแบบชัด ๆ ก็ทำให้ฉันเข้าใจความหมายของชีวิตและการดำเนินต่อของชีวิตหลังจากจุดนั้นมากขึ้น และไม่กลัวเธออีกต่อไป แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่า ฉันจะไม่ระมัดระวังตัวเองและปฏิบัติตามสิ่งต่าง ๆ ที่รัฐบาลเขาให้ทำนะ ฉันเพียงแค่ รู้สึกว่าใช้ชีวิตได้เป็นปกติโดยปราศจากความทุกข์ที่มาจากความกลัวแล้วเท่านั้นเอง และในวันนี้ ผ่านมาแล้วประมาณ 1 เดือน ฉันพบว่า การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีกับชีวิตและขอบคุณชีวิตเพิ่มขึ้นได้อีก

ส่วนแรกสุดที่ดีที่สุดเลย ก็คือ ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดีขึ้นมาก ๆ ส่วนแรก คือ การได้อยู่บ้านกับลูกและสามีแบบ 24 x 7 (อยู่ด้วยกันเกือบตลอดเวลา) ซึ่งเมื่อก่อนนี้ เราจะออกไปนอกบ้านกันบ่อย ไปเข้าห้าง ไปซื้อของ คือ สามีกับลูก ๆ รู้สึกว่าการได้ออกนอกบ้าน คือ ความสุข แต่ฉันไม่คิดแบบนั้น ฉันรู้สึกว่า การอยู่บ้านต้องมีความสุขไม่ใช่หรือ บ้านควรเป็นที่ที่เราอยู่แล้ว สุข อบอุ่น ปลอดภัย เป็นที่ให้พลังงาน ไม่ใช่หรือ?

แต่สภาพของบ้านฉันก่อนหน้านี้ไม่ใช่เช่นนั้น เหมือนทุกคนจะอยู่เพื่อแค่พัก ทำงานที่บ้าน กินข้าว อาบน้ำ นอน มันไม่ใช่ความรู้สึกผูกพันอะไรกับบ้านเลยหรือ มีสนามหญ้าก็ไม่ออกไปเดินเล่น แต่โชคดีที่เกิดเหตุการณ์โควิดขึ้น สามีเป็นคนที่รักความปลอดภัย จึงเลือกที่จะอยู่บ้าน ออกไปซื้อของกินของใช้บางครั้งเท่านั้น หรือไปประชุมงานซึ่งไม่นานก็กลับ รถแทบไม่ต้องสตาร์ทกันเลยทีเดียว

ส่วนลูกเขาก็โตพอแล้ว เขาบอกว่า อยากเล่นอยู่บ้าน ไม่อยากออกไปไหน เกรงว่าจะติดโควิด ชวนไปนั่งรถเล่น ก็ไม่ไป กลายเป็นเด็กติดบ้านและเก็บบ้านให้เป็นระเบียบเป็นแล้ว ดีจริง ๆ

ช่วงแรก ๆ ที่เขาจะให้เราอยู่บ้านกันตลอด ฉันก็แอบกังวลอยู่ล่ะว่า จะต้องทำยังไง เพราะ ปกติเด็ก ๆ จะต้องออกข้างนอกเกือบตลอด และเราก็ไม่เคยจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลาขนาดนี้ จะอยู่กันได้ไหม จะเล่นอะไร แล้วเราจะทำงานได้ไหม เพราะ ปกติเราจะได้ทำงานเวลาที่ลูกไปโรงเรียนเท่านั้น ที่ผ่านมา ถ้าเขาปิดเทอม ตารางเราก็ต้องปรับ เวลาทำงานจะน้อยลง ถ้ายิ่งเขาไม่สบาย ไม่ต้องพูดถึง คือไม่ต้องทำงานกันเลยทีเดียว

แต่สุดท้ายแล้ว ผ่านมา 1 เดือน ทุกอย่างมันลงตัวดีมาก ๆ หลังจากที่พยายามปรับตัวกันสักพัก ซึ่งฉันพยายามอย่างมากที่จะพยายามให้ลูกห่างมือถือให้ได้มากที่สุด เพราะ ถ้าฉันนั่งทำงาน ซึ่งต้องปลีกตัวทำ ไม่สามารถนั่งกับพวกเขาได้ ถ้าเขาดูวิดีโอใน YouTube ฉันจะห่วงมากว่า เขาจะได้รับสื่ออะไรบ้าง ซึ่งไว้ใจไม่ได้เลยกับคลิปแนะนำใน YouTube และโฆษณาทั้งหลายที่ส่วนใหญ่ก็กระตุ้นความอยากซื้ออะไรต่อมิอะไรทั้งนั้น

และฉันก็พบว่า ถ้าปล่อยให้เขาเล่นเกมหรือดูคลิป พฤติกรรมของพวกเขาจะก้าวร้าวขึ้นนิดนึง เขาจะดูล้า เหนื่อย มากกว่าปกติ จะทะเลาะกันง่าย หงุดหงิดง่าย ต่างกับช่วงเวลาที่เล่นเลโก้หรือของเล่นอื่น ๆ ที่ไม่ต้องอยู่กับจออิเลคทรอนิคส์ เขาจะเล่นกันดีมาก หัวเราะ ร่าเริง มีพลังใส ๆ พฤติกรรมก็ดี พูดกันรู้เรื่อง เข้าใจกันง่าย ไม่ทะเลาะกัน มันเป็นแบบนี้เสมอจริง ๆ ซึ่งสิ่งที่ฉันทำก็คือ แนะนำให้เขาจัดตารางเวลาในแต่ละวัน และคุยกับเขาถึงความสำคัญของเวลาและการใช้ชีวิต กินข้าวแล้ว จะนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่เฉย ๆ ให้หมดวันไม่ได้ ต้องทำอะไรที่มีประโยชน์ด้วย และก็พาเขาไปเดินเล่นตอนเย็นถ้าฝนไม่ตกและไม่มีฝุ่นควัน ก็ทำให้เขาสดชื่น อารมณ์ดี

ตอนนี้เรา 4 คน พ่อ แม่ ลูก อยู่บ้านด้วยกันอย่างมีความสุขมากขึ้นได้แล้ว เป็นความฝันของฉันมานานจริง ๆ ที่เราจะได้อยู่ในบ้านที่มีความสุขด้วยกันแบบนี้ ไม่ใช่ไปหาความสุขนอกบ้านเหมือนที่ผ่านมา บ้านก็คงรู้สึกดีเช่นกัน

ส่วนที่สอง คือ การได้รู้ว่าครอบครัวมีค่ามากแค่ไหน และการได้ใกล้ชิดกันมีค่ามากแค่ไหน การที่ต้องอยู่ห่างกันกับพ่อแม่พี่น้อง เรารู้สึกถูกจำกัดด้วยการเดินทาง เพราะ เราก็ไม่อยากให้พ่อแม่ติดเชื้อ ถ้าหากว่าเรามีเชื้อ เพราะก่อนหน้านี้เราก็เดินทางไปกรุงเทพมา การที่เราไปมาหาสู่ไม่ได้มากเท่าเดิม ทำให้รู้สึกคิดถึงช่วงเวลาดี ๆ ที่มีให้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงกรานต์ปีนี้ ที่เราไม่ได้ไปเจอกันเหมือนที่ผ่านมา มันทำให้รู้สึกว่า ครอบครัวและเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันมีค่ามากแค่ไหน เรารู้สึกรักและห่วงกันมากขึ้นมาก ๆ คิดถึงเวลาดี ๆ ในอดีตที่มีให้กันมากขึ้น ทดแทนความห่างเหินที่เคยมีจากการที่ต่างคนต่างยุ่งต่างทำงาน เราดูแลกันและกันดีขึ้นมากผ่านทางไกล

เรื่องถัดมาก็คือ ฉันได้มีเวลาเคลียร์ชีวิต เคลียร์ภายใน เคลียร์งานคั่งค้างมานาน ให้เสร็จไปได้เยอะมากจริง ๆ ฉันรู้สึกว่า โควิดมันดีตรงที่ทำให้เราได้มีเวลาหายใจ ให้เราได้หยุดวิ่งบ้าง หลังจากที่ใช้ชีวิตแบบเหนื่อยมานานมาก ไม่รู้จะวิ่งไปไหน ตามหาอะไรกันนักกันหนา ซึ่งพอทุกคนหยุดพร้อมกันทั้งโลก มันได้หยุดจริง ๆ จนรู้สึกได้ ซึ่งปกติสามีฉันจะทำอะไรรวดเร็วมาก โลกมันไป เขาก็ไปด้วยตลอด ฉันสารภาพว่าเหนื่อยจริง ๆ ที่ต้องวิ่งตามโลกที่ไม่รู้จะเร็วไปถึงไหน ดีใจมากที่ได้หยุดเคลียร์ชีวิตทุกมิติ ให้เหลือแค่สิ่งที่ฉันจำเป็นต้องใช้ และ ต้องทำจริง ๆ เท่านั้น สามีก็มีชีวิตที่ช้าลงได้จริง ๆ และเราก็รู้สึกมีความสุขกับปัจจุบันได้มากขึ้นจริง ๆ ชีวิตมันดูชัดเจนขึ้นสำหรับฉัน ชีวิตแบบนี้ ค่อยรู้สึกว่า เป็นชีวิตจริง ๆ หน่อย มันเหมือนเลนที่เคยเบลอ ๆ ถูกปรับโฟกัสให้ชัดขึ้น มันรู้สึกดีที่เราได้เหลือแค่ไม่กี่สิ่งที่สำคัญในชีวิตในทุกมิติ มันเบา สบาย จริง ๆ และการที่ฉันได้กลับมาทำอะไรที่ต้องทำจริง ๆ มันก็เพิ่มพลังชีวิตและคุณค่าในชีวิตเพิ่มขึ้นได้จริง ๆ

เรื่องสุดท้าย ฉันเห็นโลกในมุมใหม่ โลกทั้งใบที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ร่วมกันในเวลาเดียวกัน ฉันได้เห็นความจริงแท้ของผู้คนมากขึ้น ตามวิธีในการตอบสนองต่อความกลัวของพวกเขาทั้งหลาย ได้เห็นสัจธรรมมากมายที่เกิดขึ้น ที่ชัดเจนเลยก็จะมีดังนี้

  • ไม่ว่ามนุษย์จะมีสถานะอะไรก็ตาม จะรวย จน สูงศักดิ์ ต่ำต้อย ตามที่คำทางโลกจะเรียก ทุกคนก็ได้รับความเท่าเทียมที่จะป่วยและตายเหมือนกัน เพราะ มนุษย์ก็คือมนุษย์ที่เหมือนกัน ทุกอย่างคือภาพมายา โควิดเปลื้องมายาของมนุษย์ออกเสียทั้งหมดได้จริง ๆ
  • ผู้ที่มีธรรมชาติแท้จริงเป็นอย่างไร จะแสดงออกมาเช่นนั้นมากขึ้นในสภาวะที่ “กลัวตาย” ซึ่งคงเป็นความกลัวสูงสุดของมนุษย์แล้ว ซึ่งเขาอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าความกลัวกำลังครอบงำเขาอยู่ ผู้ที่จิตใจดีงาม ก็ยิ่งดีงาม ผู้ที่จิตใจดุร้าย ก็ยิ่งดุร้าย ส่วนผู้ที่เคยดุร้ายแต่กลับใจก็มีเช่นกัน ดังนั้น ในสภาวะเช่นนี้ ฉันเห็นความชัดเจนของมนุษย์มากขึ้น โควิดทำหน้าที่เป็นตะแกรงร่อนมนุษย์ออกจากกันจริง ๆ ไม่มีสิ่งใดคลุมเครืออีกต่อไป ทุกอย่างชัดเจน!
  • สิ่งที่ไม่ถูกต้อง เริ่มได้รับการต่อต้าน สิ่งที่ถูกต้อง เริ่มได้รับการสนับสนุน มนุษย์จะเริ่มเห็นแสงสว่างของความยุติธรรมชัดเจนมากขึ้น เราจะเริ่มรู้ว่า อะไรที่ดีหรือไม่ดีสำหรับชีวิตมนุษย์ เราสามารถสังเกตได้จากกระบวนการทำงานของโควิดได้เลย และฉันก็รู้สึกมีความหวังที่โลกจะกลับมาเป็นปกติสุข
  • สิ่งที่สำคัญของชีวิตมนุษย์จริง ๆ คือ ชีวิต (ลมหายใจ) เราได้เห็นแล้วว่า ในที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์มีเพียงแค่ ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ อากาศ น้ำ อาหาร (ที่มีประโยชน์และร่างกายต้องการที่เป็นธรรมชาติ) ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค (รวมถึงสมุนไพรและการกินอาหารที่เป็นยา) ความรัก เสียงหัวเราะ กำลังใจ ก็แค่นั้นเอง เราไม่ได้ต้องการมากไปกว่านี้ … ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้ครบถ้วน เงินก็ไม่จำเป็นเลยจริง ๆ
  • ความรักชนะได้ทุกสิ่ง … ความรักที่เราแสดงต่อกันในยามเช่นนี้ เป็นสิ่งเดียวจะทำให้เรารู้สึกมีความหวัง มีกำลังใจ ที่จะผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกันได้จริง ๆ ใครมีอะไร ก็เอามาออกช่วยกัน เพื่อ “รักษาชีวิต” เพื่อนมนุษย์ไว้เท่านั้นเอง หากไม่มีความรัก ก็จะรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์และสร้างขวัญและกำลังใจในยามนี้ไม่ได้เลย
  • ผู้ที่ยังคงอยู่ในเขาวงกต ให้เงินเป็นพระเจ้า ก็จะติดกับดัก ไม่สามารถเข้าถึงชีวิตที่แท้ได้จริง ๆ … และจะยิ่งทุกข์ทรมานจากการมีเงินบงการเหนือชีวิต ซึ่งอาจนำพวกเขาไปถึงสู่ความป่วยและความตายได้เร็วขึ้นในช่วงเวลาที่มนุษย์กำลังอ่อนแอมากในเวลานี้
  • ชีวิตที่เรียบง่าย ปลอดภาระหนี้สิน ไร้ตัวตน เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เหมือนอย่างเด็ก ๆ เท่านั้น ที่จะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงผ่านช่วงเวลานี้ไปได้และน่าจะเป็นต้นอ่อนที่พร้อมเติบโตอย่างมั่นคงของโลกยุคหลังโควิดต่อไป
  • เส้นทางที่มนุษย์ส่วนใหญ่เลือกเดินที่ผ่านมา ไม่ใช่ทางออกและไม่สามารถแก้ปัญหาของมนุษย์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริง ๆ เพราะ มนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบ โควิดทำให้มนุษย์เข้าใจแล้วว่า มนุษย์ที่มั่นใจว่าตนเองนั้นเอาชนะได้ทุกอย่าง เอาชนะธรรมชาติได้ เอาชนะพระเจ้าได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เลย…(อย่างที่เห็นและเป็นอยู่)

สำหรับฉันแล้ว เธอเพียงแค่มาช่วยทำให้อะไร ๆ มันชัดเจนมากขึ้นเท่านั้นเอง จากเดิมที่มันคลุมเครือ ๆ เธอก็ช่วยร่อนสิ่งที่ดีออกจากสิ่งที่ไม่ดี คนที่ละเอียดในการสังเกตก็จะมองเห็น คนไม่ละเอียดในการสังเกตก็จะมองไม่เห็น … คนมองเห็นก็จะเห็นทางที่ใช่ คนมองไม่เห็นก็จะยังคงเดินไปบนทางสู่หายนะ และ ในช่วงเวลาเช่นนี้ ความรักนั้นสำคัญที่สุดจริง ๆ และ มนุษย์ทุกคน “ควรค่าแก่การได้รับความรักอย่างเท่าเทียมกัน” … ไม่ควรมีใครถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเลยจริง ๆ …

แต่ท้ายที่สุดแล้ว … มันมีบางสิ่งที่เราควบคุมได้ และหลายสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ฉันเพียงแต่มีหน้าที่ในการหาให้เจอเท่านั้นว่าฉันต้องทำอะไรบ้าง หน้าที่ในวันนี้คืออะไร และทุกวันนี้ ก็ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อวันนี้เท่านั้น มันเป็นการได้เข้าใจถึงสัจธรรมขั้นสุดจริง ๆ หลังจากที่เธอได้เข้ามาในชีวิตมนุษยชาติ … จงใช้ชีวิตให้ดีที่สุด วันต่อวัน เท่านั้นเอง

ฉันต้องขอขอบคุณเธอ ที่เข้ามาเป็น “ปุ๋ย” ให้ “จิตวิญญาณ” ของฉันได้เติบโตไปอีกระดับหนึ่งจริง ๆ

ด้วยรัก
ฉันเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.