คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณปุ้ย กทม.

Posted by

สวัสดีค่ะ ชื่อปุ้ยนะคะ อายุ 22 ปี รู้จักสิวซีเคร็ตตั้งแต่สมัยเรียนปี 1
ตอนนั้นเรียนวิชาอายุรเวทแล้วอาจารย์ให้มาหาข้อมูลทำรายงานเพิ่มเติม
ข้อมูลที่พอจะหาได้ในเวอร์ชั่นภาษาไทยก็มาจากเว็ปไซต์สิวซีเคร็ตเป็นส่วนใหญ่นี่ล่ะค่ะ

เกริ่นมาเยอะแล้วมาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าเนอะ…จริง ๆ เป็นคนที่มีภูมิหลังเป็นภูมิแพ้ที่เกี่ยวกับผิวหนังมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ เป็นผื่นแพ้ทุกสิ่งอย่างแบบง่ายมาก ๆ แพ้น้ำ (ที่ใช้อาบ) แพ้หญ้า แพ้แมลง แพ้ฝุ่น แพ้อาหารการกิน

หรือแม้กระทั่งแพ้เหงื่อของตัวเอง ช่วงประถมก็มีสิวขึ้นที่ใบหน้าทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีประจำเดือน หน้าดูแก่กว่าเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ก็ใช้วิธีไปรักษากับคุณหมอที่คลินิกผิวหนังโดยการทำทรีตเมนต์กับรับยามาทาที่บ้าน

ก็เป็นวงจรอยู่แบบนี้ทุกครั้งที่สิวขึ้นหรือหน้าแพ้เห่อเพราะไปโดนอะไรมา
จนมาช่วงมัธยมปลายที่การรักษาแบบนี้มันช่วยเราได้น้อยมาก คือไปรักษาหลายครั้งก็ยังไม่ดีขึ้น

เปลี่ยนคลินิกก็ยังต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าการรักษาในครั้งแรก ๆ
เราก็เริ่มรู้สึกเอะใจนะแต่ก็ยังไม่ได้มีความรู้อะไรมากว่าควรจะใช้วิธีไหนในการดูแลตัวเอง

จนได้เข้ามาเรียนระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต มันทำให้เราค่อย ๆ เข้าใจ “ ชีวิต” ของตัวเองมากยิ่งขึ้น เข้าใจธรรมชาติของร่างกาย รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับจิตใจ

บวกกับความเป็นคนขี้สงสัย และไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ทำให้เวลาว่างเราเองก็หาข้อมูลใหม่ ๆ
จากการอ่านหนังสือและพบปะผู้คน

อ่านไปอ่านมามันก็จะเจอบางจุดที่เราสามารถนำมาผสมผสานเข้ากับความรู้ที่ได้มาจากการเรียนในคลาสที่มอ

จากนั้นก็ลองทำเพื่อทดสอบกับตัวเอง ปรับแก้ไปเรื่อย ๆ ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเรา
ซึ่งเราว่าเราก็อินแล้วก็สนุกกับมันนะ ประจวบกับช่วงที่ชีวิตเดินทางมาถึงทางแยกที่จะต้องเลือกพอดี

ปัญหาที่เราเผชิญอยู่มันไม่สามารถเยียวยาด้วยวิธีเดิมที่เราเคยใช้ต่อไปได้อีกแล้ว
เราจึงต้องต้องยอมสลายตัวตนเก่าแล้วบอกกับตัวเองว่าฉันจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ ตอนนั้นพลังชีวิตเหลือแบบจำกัดมาก

รู้สึกว่าแค่สามารถใช้ชีวิตให้ผ่านไปได้จนหมดวันก็เก่งแล้ว โทรมแบบขั้นสุด เพื่อนเห็นก็ตกใจ มีแต่คนทักว่าทำไมไม่ดูแลตัวเองเลย สิวนี่เต็มหน้า ใต้ตาก็คล้ำ ผมฟู ตัวบวม อึดอัดไปหมด

ภูมิแพ้ผิวหนังก็เริ่มกลับมาขึ้นตามร่างกาย
ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อตัวเองได้ก็ใช้ชีวิตแบบจมอยู่กับปัญหามาสักระยะ
จนเริ่มรู้สึกได้เองว่ามันไม่มีอะไรดีขึ้น ฟีลแบบเหลือทางเลือกแค่ 2 ทางให้กับชีวิต

คือจะอยู่แบบเดิมแล้วให้ชีวิตมีแต่แย่กับแย่ลง

หรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างที่มันจะค่อยๆสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น

ซึ่งวันที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างให้ชีวิตมันดีขึ้นอะ เรารู้เลยว่ามันเป็นงานแบบตลอดชีพนะ

คือถ้าเดินทางสายนี้แล้วมันจะไม่มีการมากำหนดว่าให้เวลาเท่านี้แล้วสิวจะหาย เพราะจริง ๆ
แล้วเราสามารถฝึกหรือพัฒนาจุดด้อยของเราได้ตลอดเวลา..ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ
และที่สำคัญคือการทำอย่างสม่ำเสมอจนมันเป็นไปเองตามธรรมชาติ คลอไปกับอารมณ์ที่เป็นไปในทางบวกคือต้องอินกับสิ่งที่ทำอยู่จริง ๆ อะ ไม่อย่างนั้นมันจะแก้ได้แค่ผิวของปัญหา แต่รากของปัญหาก็ยังคงอยู่ และพร้อมจะปะทุออกมาได้อีกเมื่อมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสมมากระตุ้น

ซึ่งตอนนั้นแน่นอนว่าเราต้องเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้าอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญมาลำดับแรกเลยคือการนอนหลับ
เพราะช่วงเวลาที่เราได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพและเป็นไปตามนาฬิกาชีวิต

ร่างกายจะเกิดการซ่อมแซมตัวเองในระดับที่อาหารเสริมหรือวิตามินตัวไหนก็ไม่สามารถทำได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าและไม่มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นในระยะยาว เราจึงเปลี่ยนเวลาในการเล่นโทรศัพท์กับทำการบ้านช่วงหัวค่ำมาเข้านอนให้เร็วขึ้น แล้วค่อยตื่นมาสะสางงานที่คั่งค้างในตอนเช้าแทน

ซึ่งในตอนแรก แน่นอนว่าระบบมันรวนไปหมดและเกิดปัญหากับการจัดการที่ไม่ดีพออยู่แล้วสำหรับมือใหม่ฝึกหัดอย่างเรา

พอเข้านอนก่อนเวลาก็นอนไม่หลับพลิกไปพลิกมา กว่าจะหลับได้ก็คงเป็นเวลาพอ ๆ
กับตอนที่ไม่ได้เข้านอนให้เร็วขึ้นนั่นหล่ะ พอตื่นเช้าไปก็ง่วง บางวันเผลอหลับต่อ งานที่กะจะเอามาทำตอนเช้าก็ไม่เสร็จ

แต่ก็ค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ปรับแก้กับปัญหาที่เจอเป็นรายวันไป

สิ่งที่สำคัญกับเราในตอนนั้นคือเรายังยืนยันในสิ่งที่เราเลือกด้วยการ “ฝืน” ทำแบบเดิมซ้ำ ๆ ต่อไป

ใช้การสวดมนต์ก่อนเข้านอนสลับกับการฟังดนตรีแนว healing ช่วยให้จิตใจสงบ ก็ทำให้หลับได้ง่ายขึ้นในบางวัน

ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าผลที่ออกมามันจะดีขึ้นแบบที่คิดไว้หรือเปล่า แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เฉย ๆ
แล้วรู้ว่าปลายทางมันมีแต่แย่ลงละกันวะ!!!!

ต่อมาเราเลือกปรับเรื่องอาหารการกินและให้ความสำคัญกับคุณภาพของการขับถ่าย ปกติถ่ายเกือบทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ่ายไม่สุด สีของอุจจาระจะค่อนไปทางดำคล้ำและมีกลิ่นเหม็นกว่าปกติ

เลยหันมาทำอาหารกินเองเพราะเราสามารถเลือกวัตถุดิบเองได้ ลดโปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์ย่อยยากแล้วหันมาเพิ่มผักกับผลไม้ จำได้ว่าช่วงนั้นกินเต้าหู้แทนเนื้อสัตว์บ่อยมาก หมูสับ 1
แพ็คอยู่ได้เป็นอาทิตย์ วัตถุดิบที่เลือกใช้ก็กึ่งไปทาง vegan ปฏิเสธผงปรุงรสที่มีส่วนผสมของผงชูรสทุกชนิดส่วนข้าวก็ยังกินปกติ จะมีสลับกับ เผือก/มัน/กล้วย/ข้าวโพด ต้มหรือย่างบ้างเวลาเบื่อ ๆ

โชคดีที่เป็นคนให้ความสำคัญกับมื้อเช้ามาก ก็จะจัดหนักจัดเต็มกับมื้อเช้า แล้วก็ไปลดมื้อเย็น

ส่วนเรื่องการทำอาหารตอนแรกก็คิดนะว่าแค่เรียนก็หนักแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปทำ แต่พอลองจัดสรรเวลาดูดี ก็ทำให้รู้ว่าเวลาที่ใช้เล่นโทรศัพท์นั่นแหละเอาไปทำอะไรดี ๆ ให้ร่างกายตัวเองได้เยอะแยะเลย

ตลกตรงที่เพื่อนกับอาจารย์ก็อเมซิ่งมากที่เราสามารถทำอาหารใส่กล่องไปกินเองที่มอได้ด้วย

อ๋อ..แล้วก็ช่วงนั้นใช้ตัวดีทอกซ์ยี่ห้อหนึ่งช่วยเพราะต้องการขับของเสียออกจากลำไส้ แต่กินอยู่ได้ไม่นาน ก็หันมาดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นหนึ่งแก้วในตอนเช้าก่อนแปรงฟัน (ปัจจุบันเพิ่มเกลือดำเข้าไปด้วย)

บางวันก็ผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติกับน้ำผึ้ง มะนาว และเกลือ หรือน้ำมะนาวกับโซดาดื่มในตอนท้องว่าง

ส่วนระหว่างวันเราจะดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตร โดยจะไม่ดื่มทีเดียวเยอะ ๆ แต่จะค่อย ๆ แบ่งจิบระหว่างวันไปจนครบ

จำได้ว่าตอนนั้นซื้อน้ำขวดใหญ่ (1.5 ลิตร) ในเซเว่นวันละ 2 ขวด ซื้อตอนเช้าหนึ่งขวดสำหรับแบ่งจิบภายในครึ่งวันเช้า ตอนบ่ายค่อยซื้อเพิ่มอีกขวดแล้วแบ่งจิบไปจนถึงตอนเย็น

นึกไปนึกมามันก็น่าขำ คนอะไรแบกขวดน้ำเดินไปไหนมาไหนด้วยท้างงงวัน555 เรื่องของการกิน นอน และขับถ่ายเนี่ยเค้าจะสัมพันธ์กันอยู่แล้ว

เราก็มีหน้าที่สังเกตผลลัพธ์ซึ่งก็คือสี กลิ่น ลักษณะของอุจจาระ และความรู้สึกหลังขับถ่ายเสร็จ

เมื่อทำเป็นนิสัยจนลืมไปแล้วว่าเคยฝึกเข้านอนให้ตรงตามเวลาของนาฬิกาชีวิต เปลี่ยนอาหารการกิน และขับถ่ายอุจจาระได้เป็นปกติ ค่อยไปส่องกระจกดูคนตรงหน้าว่าหน้าตาสดชื่นแจ่มใสดูมีพลังในการใช้ชีวิตขึ้นมาบ้างไหม

ส่วนเรื่องสิวถ้าเป็นแบบเยอะมาก ๆ มันอาจจะไม่ได้หายไปเร็วดั่งที่ใจเราคาดหวัง แต่ให้ลองสังเกตจากอาการแพ้แสงแดด แสบ คันยุบยิบ หรืออาการอักเสบของสิว ว่าพอเจอแสงหรือฝุ่นแล้วอาการเหล่านี้เป็นน้อยลงไหม ถ้าเป็นน้อยลงก็แสดงว่าชีวิตของเรามีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองนี่แหละคือหลักฐานชั้นดีว่าสิ่งที่เราทำไปมันไม่สูญเปล่าและเราเดินมาถูกทาง

ส่วนทางที่เหลือจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่หลาย ๆ คนต้องการซึ่งก็คือหน้าใสไร้สิวจะมาถึงช้าหรือเร็วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ “ตัวเรา” นั่นแหละว่าจะทำมันให้ออกมาได้ดีแค่ไหน

เรื่องของสภาพจิตใจก็เป็นอะไรที่สำคัญมากและเชื่อมโยงอยู่เสมอกับทางกายภาพซึ่งก็คือร่างกายของเรานั่นเอง

จริง ๆ แล้วหัวใจหลักของฐานใจที่ทำให้เราสามารถก้าวผ่านสภาวะแย่ ๆ แบบเดิมมาได้คือ
“การยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความจริง”

การยึดติดกับเรื่องราวที่ไม่สวยงามในอดีตก็เหมือนกับการที่เราสะสมขยะไว้ในบ้านซึ่งก็คือร่างกายของเรา ทุก ๆครั้งที่เราคิดถึงมันและยังรู้สึกได้ถึงอารมณ์เก่า ๆ ราวกับว่าเรื่องราวนั้นเกิดขึ้น ณ ขณะนี้ อารมณ์ลบ ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกหัวเสีย โกรธ หรือฉุนเฉียวได้ใหม่อีกครั้งแม้ว่าเหตุการณ์นั้นได้จบลงไปนานแล้วนั่นหล่ะคือขยะที่เราสร้างไว้ให้ตัวเราเอง

ลองย้อนกลับไปนึกดูว่าในวัน ๆ นึงเราสร้างขยะให้ตัวเองมากมายแค่ไหนโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว

กุญแจสำคัญดอกแรกของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ “การไม่สร้างขยะเพิ่ม” ในช่วงแรก ๆ เราใช้การอยู่กับลมหายใจ ตามที่คุณยายจ๋า หรือแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถาน ได้เคยสอนเอาไว้

ไม่ว่าจะมีอีกสักกี่ห้วงความคิดที่มันยังวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม ๆ ในทุก ๆ ครั้งที่เรารู้สึกตัว
ให้เรากลับมาบอกกับตัวเองว่าเรากำลังหายใจอยู่ แล้วเพ่งความสนใจไปที่ลมหายใจเข้า-ออกของตัวเอง

มันทำให้เราไม่หลงไปกับอารมณ์ลบที่ความคิดเราสร้างขึ้น ทำแรก ๆ มันก็ยาก ในขณะที่เรารับรู้ลมหายใจของตัวเองอยู่

มันจะมีบางช่วงที่เดี๋ยวก็หลุดกลับไปคิด เป็นแบบนี้สลับกันไปมา ทั้งเหนื่อยและท้อใจ หลาย ๆ ครั้งที่นอนน้ำตาไหลอยู่คนเดียวบนเตียง ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวอะไร ๆ มันก็คงดีขึ้น แล้วมันก็จริง

เมื่อเรายืนยันในการสร้างนิสัยใหม่ของเรามากพอ ของเก่ามันจะค่อย ๆ ถูกถอนออกมา จากที่เคยหลุดกลับไปคิดบ่อย ๆ เราก็อยู่กับเรื่องราวในปัจจุบันได้มากขึ้น

กุญแจดอกที่สอง ที่เราได้พบหลังจากได้เจอกับผู้หญิงอีกคนที่ชื่อ เก๋ วรารักษ์
หรือที่เราเรียกว่า ครูเก๋ คือ “การเอาขยะเก่าออกไป” ด้วยการฝึก tension & trauma releasing exercise และการหัวเราะแบบไร้เงื่อนไข

นอกจากนี้ครูเก๋ยังสอนให้เรารู้จักศิลปะบำบัดผ่านแมนดาลาและเครื่องดนตรีของเธอ
ซึ่งทุกบนเรียนจากครูที่เราได้รับมันช่างเรียบง่าย (ในวิธีที่จะปฏิบัติตาม) หากแต่ทรงพลัง

สารภาพตามจริงนะแม้ว่าวันนี้เราจะสามารถยิ้ม หัวเราะ และมีความสุขกับเรื่องง่าย ๆ ได้ หัวใจของเราก็เบาสบายขึ้น มีพลังชีวิตมากพอที่จะเริ่มทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้าง ส่วนสภาพผิวหน้าก็อยู่ในจุดที่เราพอใจแล้ว เราก็ยังได้ใช้การระบายสีแมนดาลาที่ครูสอนมาอยู่เลย เพราะในทุก ๆ วันเรามักได้รับแรงกระทบจากคนหรือสื่อที่เราพบเจอ

บางวันก็ระบายเพื่อระบายมันออกมา วันไหนที่สงสัยก็ระบายเพื่อถาม แล้วก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะได้คำตอบ

แต่จากชีวิตที่ผ่านมาก็ทำให้เราได้รู้ว่าไม่จำเป็นต้องรู้หรือเข้าใจไปก่อนในทุกเรื่อง การลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

หัดตั้งคำถามในสิ่งที่สงสัย และพยายามค้นหาคำตอบ จะนำมาซึ่งความเข้าใจและคำตอบที่แท้จริง

เพราะผลลัพธ์นั้นจะประจักษ์แก่ตัวและหัวใจของเรา

อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าลองสังเกตให้ดีจะพบว่าวิธีที่เราเลือกใช้นั้นให้ความสำคัญกับ “การลงมือทำ”

เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองมากกว่ายี่ห้อของผลิตภัณฑ์ ทุกชีวิตมีความเป็น unique ในตัวของตัวเอง

ไม่มีวิธีที่เป็นสูตรสำเร็จไหนจะสามารถนำไปใช้แล้วได้ผลดีกับคนทุกคน

ถ้าวันนี้คุณตอบตัวเองได้แล้วว่าต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแท้จริง และอยากลองดูสักตั้ง!!!

การทำความรู้จักกับทางเส้นนี้ด้วยข้อมูลบางส่วนจากผู้ที่เคยเดินมาก่อนก็มากพอที่จะทำให้คุณเริ่มต้นออกเดินไปได้

ความสุขระหว่างทางเป็นเรื่องที่คุณต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและรู้จักนำมาปรับแก้ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคุณเอง

สุดท้ายเป้าหมายจะกลายเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่คุณได้รับเมื่อคุณ ไม่..หยุด..เดิน

ส่งกำลังใจให้จากตรงนี้เสมอค่ะ
-ปุ้ย-

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.